วันที่ 3 เมษายน 2025

คนไทยเฮ! ปีใหม่ได้หยุดยาว 5 วัน ครม.ไฟเขียว 30 ธ.ค.เป็นหยุด

People Unity News :  คนไทยเฮ! ปีใหม่ได้หยุดยาว 5 วัน ครม.ไฟเขียว 30 ธ.ค.เป็นหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติให้วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม 2562 เป็นหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากตรงกับช่วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่จึงทำให้มีวันหยุดยาวเป็น 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2562 – 1 มกราคม 2563 ทั้งนี้ หากหน่วยงานใดต้องบริการประชาชน มีภารกิจความจำเป็น หากยกเลิกเกิดความเสียหาย ให้พิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และบริษัทเอกชน ขอให้ไปพิจารณาตามความเหมาะสมเช่นกัน

“ปิยบุตร”ลุยใต้เข้า”ค่ายอิงคยุทธ”! “กอ.รมน.ภาค4″แจง”กำลังพล-งบฯ

People Unity News : “ปิยบุตร” นำคณะ “กมธ.กฎหมายฯ” ลุยพื้นที่ 3 จังหวัดใต้ เก็บข้อมูลแก้ปัญหาละเมิดสิทธิ – เข้า “ค่ายอิงคยุทธ” เชิญ กอ.รมน.ภาค4 ชี้แจง ปมกำลังพล – งบประมาณ- การเสียชีวิต “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ”

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2562 คณะกรรมาธิการ​กฎหมาย การยุติธรรม​และสิทธิมนุษยชน​ นำโดย นายปิยบุตร​ แสงกนกกุล เลขาธิการ​พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะประธาน​กรรมาธิการ พร้อมคณะ อาทิ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่และรองประธานคณะกรรมาธิการ​ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ​พรรคอนาคตใหม่และโฆษกคณะกรรมาธิการ​ ศึกษาดูงานและตรวจเยี่ยมการแก้ไขปัญหา​เกี่ยวกับการละเมิดกฎหมาย​และสิทธิมนุษยชน​ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน​ใต้ และบางส่วนของจังหวัดสงขลา​ ในระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม​ โดยในช่วงเช้าของวันแรก ได้เข้าตรวจเยี่ยมห้องกักด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา​ และร่วมแลกเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เพื่อรับฟังสภาพปัญหา​ผู้หลบหนีเข้าเมือง ที่มีสถานะผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา​และชาวอุยกูร์​

นายปิยยุตร กล่าวว่า วัตถุประสงค์​ของ กมธ. นอกจากจะเดินทางมาเพื่อสอบถามข้อมูลแล้ว ก็อยากจะให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ​ได้สะท้อนกลับมาด้วย ว่าเจ้าหน้าที่มีปัญหาในเรื่องงบประมาณ​ หรือกฎหมายข้อบังคับต่างๆ ที่ทำให้ทำงานไม่สะดวกหรือไม่ ด้วยระบบราชการภายในทำให้การเสนอเรื่องขึ้นไปอาจจะไม่สะดวกและล่าช้า สามารถฝากเรื่องผ่านมายังคณะกรรมาธิการ​กฎหมาย​ฯนี้ได้ ซึ่งตนจะช่วยผลักดันในช่องทางต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน​เป็นไปอย่างรวดเร็ว

ฟังปัญหา จนท.- ผู้ถูกกักขัง ด่าน “สะเดา”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสะเดา เสนอว่า การกักขังไว้ที่ศูนย์​กักขังคนเข้าเมืองสะเดา อาจทำให้มีแรงจูงใจในการหลบหนีมากกว่ากักขังในที่อื่น เพราะหากผู้ถูกกักขังสามารถหลบนี้ได้จากศูนย์กักขังสะเดา จะดูกลมกลืนกับคนในพื้นที่ ทำให้ยากต่อการตามจับ แต่ถ้ากักขังไว้ที่อื่น หากผู้ถูกกักขังหลบหนีได้ จะดูแปลกตากับคนในพื้นที่นั้นทันที ทำให้ผู้ต้องกักจะไม่มีแรงจูงใจในการหลบหนี โดยในระหว่างที่คณะกรรมาธิการ​ได้เข้าเยี่ยมผู้ต้องกัก ได้สอบถามข้อมูลจากผู้ถูกกักโดยผู้อพยพชาวอุยกูร์​รายหนึ่งเล่าว่าติดอยู่ในศูนย์กักขังนี้เป็นเวลากว่า 6 ปีแล้ว ซึ่งขณะนี้​ก็ยังไม่ทราบว่าโดนกักในคดีหรือข้อหาอะไร อีกทั้งยังขอว่าต้องการจะไปประเทศที่ 3 ซึ่งระบุว่าเป็นประเทศตุรกี หรือ มาเลเซีย​ก็ได้ แต่จะไม่ยอมถูกส่งไปประเทศจีน

สำหรับศูนย์กักคนเข้าเมืองสะเดา แบ่งเป็น 2 อาคาร โดยอาคารที่ 1 เป็นที่กักขังระยะยาว เป็นบุคคล​ไร้สัญชาติ​(ตุรกี)​13 ราย ชาวเมียนมา(โรฮิงญา)​ 11 ราย ชาวเมียนมา(อิสลาม)​ 10 ราย รวมผู้ต้องกักระยะยาวทิ้งสิ้น 34 ราย โดยผู้ที่ถูกกักขังนานสุดเป็นระยะเวลากว่า 6 ปี ส่วนอาคารที่สอง เป็นอาคารแรกรับ/หมุนเวียน มีผู้ต้องกักชายชาวโรฮิงญา​ 115 ราย หญิง 18 ราย เด็กผู้ชาย 19 ราย เด็กผู้หญิง​ 8 ราย รวม 160 ราย และหากรวมสองอาคาร มีผู้อพยพรอการส่งตัวไปประเทศที่ 3 ที่ศูนย์​กักคนเข้าเมืองสะเดาทิ้งสิ้น 194 ราย

เข้าค่าย “อิงคยุทธ” เค้นปมใช้งบ – การเสียชีวิต “อีซอมูซอ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น ในช่วงบ่าย คณะกรรมาธิการเดินทางไปยังศูนย์​ซักถามหน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ และกรมทหารพรานที่ ๔๓ ค่ายอิงคยุทธ​บริหาร จ.ปัตตานี​ เพื่อศึกษาดูงานและตรวจเยี่ยมร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมี พล.ต.กฤษดา พงษ์สามารถ รองแม่ทัพภาค 4​ และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภาค 4 ส่วนหน้า ให้การต้อนรับ กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ได้ชี้แจงแนวทางการทำงานและเปิดโอกาส​ได้ซักถาม

โดย น.ส.พรรณิการ์ ได้ซักถาม 4 ประเด็นเป็นที่ต้องสงสัย คือ 1.หลักการใช้กำลังและข้อสงสัยถึงมาตราการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ 2.จากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2563 โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ​งานข่าวกรอง ซึ่งมีการจัดสรรงบส่วนนี้โดยตรง กว่า 900 ล้านบาทซึ่งมากกว่างบประมาณจังหวัดของ 3 จังหวัดชายแดนใต้รวมกัน จะใช้งบไปพัฒนาในส่วนใดบ้าง 3.กรณีนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ที่เสียชีวิตขณะถูกคุมตัวในศูนย์ซักถามค่ายอิงคยุทธ เหตุใดจึงไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิด มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดก่อนหรือหลังเหตุการณ์​ 4.สถิติการเสียชีวิตของประชาชน ขณะที่อยู่ในระหว่างควบคุมตัวที่ศูนย์​มีจำนวนเท่าใด

เปิดเวทีครั้งแรก “กมธ.กฎหมายฯ พบประชาชน”

ด้าน นายทหาร จาก กอ.รมน.ภาค 4 ได้ตอบข้อซักถามว่า 1.จากที่เห็นตามหน้าข่าวต่างๆ ในการจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เห็นว่าขบวนรถของทหารมีจำนวนหลายคัน ใช้บุคคลากรเกินกว่าเหตุหรือไม่ อยากชี้แจงว่าการทำงานจะแบ่งเป็นชุดๆ ทีมอีโอดีชุดหนึ่ง ชุดเคลียร์​พื้นที่​ ชุดพิสูจน์​หลักฐาน​ ชุดสนับสนุน​ หากรวมทุกชุดจะดูว่ามีจำนวนมาก แต่การทำงานก็หน้าที่ใครหน้าที่มัน 2.งบเพิ่มประสิทธิภาพ​หน่วยงานข่าวกรองนั้น เป็นงบของงานข่าวกรองทั่วประเทศ ซึ่ง กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้าใช้เป็นโครงการนำร่องเพียงเท่านั้น 3.ขณะที่นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ถูกควบคุมตัวนั้น อยู่ในศูนย์​ซักถามแห่งใหม่ที่พึ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน แต่งบการติดกล้องวงจรปิดนั้นอยู่คนละส่วนกัน ซึ่งขณะนั้นได้ติดตั้ง แต่มีปัญหาที่มุมกล้องเป็นมุมอับ ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนและระบบไฟขัดข้อง 4.สถิติการเสียชีวิตของผู้ที่อยู่ระหว่างถูกควบคุมในศูนย์​ซักถาม นับตั้งแต่ปี 2547 – ปัจจุบัน​ มีจำนวน 5 ราย เสียชีวิตในศูนย์ 2 ราย และเสียชีวิตนอกศูนย์ 3 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นของการเดินทางมาเยือนชายแดนใต้วันแรก คณะกรรมาธิการ​กฎหมาย​ฯ ​ จัดกิจกรรม “กมธ.กฎหมาย​ฯ พบประชาชน” ครั้งที่ 1 เวลา 19.00-21.00 น. ที่ห้องประชุมอิหม่ามอัล-นาวาวีย์ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี​ จ.ปัตตานี

ปิดฉากประชุมผู้นำอาเซียน “บิ๊กตู่”ส่งต่อปธ.ให้เวียดนาม

People Unity News : ปิดฉากประชุมผู้นำอาเซียนส่งต่อประธานให้เวียดนาม “บิ๊กตู่”แถลงความสำเร็จ พร้อมเน้นย้ำการสร้างความยั่งยืนของอาเซียนโดยใช้หลัก 3Cs

เมื่อวันที่ 4 พ.ย.62 เวลา 19.30 น. ณ ห้อง Grand Diamond Ballroom ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถ้อยแถลงในพิธีปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ภายหลังเสร็จสิ้น ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้การสนับสนุนการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทยในปีนี้ ภายใต้แนวคิดหลักคือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ซึ่งมุ่งหวังให้อาเซียนก้าวสู่อนาคตอย่างมีพลวัต ใช้ประโยชน์จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค ตลอดจนสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งนี้ ความร่วมมือของอาเซียนจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม 4 ประการ

ประการที่หนึ่ง ประชาชนจะมีความมั่นคงที่ยั่งยืนมากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการแข่งขันและความไม่แน่นอนสูง อาเซียนได้วางรากฐานความไว้เนื้อเชื่อใจในเชิงยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืน เป็นพื้นฐานสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยได้นำหลักการภายใต้สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) มาใช้ในบริบทที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนได้รับรองเอกสารมุมมองของอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก และจัดตั้งกลไกแก้ไขปัญหาด้านมนุษยธรรมในรัฐยะไข่ เพื่อช่วยเหลือในเรื่องการส่งกลับผู้พลัดถิ่น

ประการที่สอง ความร่วมมือของอาเซียนในปีนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าและลดผลกระทบจากความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างคู่ค้าที่สำคัญของอาเซียน โดยการสรุปผลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ตามแถลงการณ์ร่วมของผู้นำเกี่ยวกับอาร์เซ็ป เป็นการผนึกกำลังของกลุ่มประเทศซึ่งมี GDP รวมกันร้อยละ 32 ของโลก มีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก และมีมูลค่าการค้ารวมกันสูงถึงร้อยละ 30 ของการค้าโลก โดยอาเซียนจะได้ประโยชน์จากการที่ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การเชื่อมโยง ASEAN Single Window ให้ครบทั้ง 10 ประเทศในปีนี้ การริเริ่มการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อต่อต้านการประมง IUU และการจัดทำแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของตลาดทุนอาเซียน จะทำให้ผู้ประกอบการในอาเซียนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการผลักดันยุทธศาสตร์เชื่อมโยงความเชื่อมโยง ซึ่งอาเซียนได้ประกาศโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียน 19 โครงการ ที่ธนาคารโลกได้พิจารณาเห็นว่ามีศักยภาพที่ภาครัฐและเอกชนน่าจะมีความสนใจร่วมลงทุน

ประการที่สาม อาเซียนให้ความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะร่วมมือในประเด็นด้านสังคมและวัฒนธรรม ได้แก่ การต่อต้านขยะทะเล, การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การส่งเสริมสิทธิต่าง ๆ ของเด็กและเยาวชน, การเสริมสร้างอัตลักษณ์ของอาเซียน และการสนับสนุนให้อาเซียนร่วมกันเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ในปี 2577 ทั้งนี้ เพื่อให้ชาวอาเซียนมีความภาคภูมิใจต่อความเป็นอาเซียนร่วมกัน

ประการที่สี่ ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากความร่วมมือทั้งภายในอาเซียนและระหว่างภาคีภายนอกของอาเซียนจะช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนในภูมิภาค โดยผู้นำอาเซียนได้ร่วมกันรับรองเอกสารวิสัยทัศน์ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนสำหรับเป็นแนวทางการสานต่อความยั่งยืนในทุกมิติ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า เวียดนามจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมเน้นย้ำถึงการสร้างความยั่งยืนในอาเซียนต่อจากนี้ ซึ่งจำเป็นต้องมี 3Cs ได้แก่ 1) Continuity 2) Complementarity และ 3) Creativity ทั้งนี้ เป้าหมายในหลาย ๆ ด้านไม่สามารถบรรลุผลได้ภายในปีเดียว จึงต้องมี C ตัวแรก คือ Continuity กับข้อริเริ่มที่สำคัญจากปีก่อน ๆ เพื่อให้สามารถเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยอาศัย C ตัวที่สอง คือ Complementarity ความร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ ภายใต้ข้อริเริ่มที่เกื้อกูลกันในอาเซียน สุดท้ายต้องใช้ C ตัวที่สาม คือ Creativity ในการแก้ปัญหาที่คั่งค้างและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตอย่างสร้างสรรค์ ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีอวยพรให้เวียดนามและอาเซียนประสบความสำเร็จต่อไปในปีหน้า

 

สนุกแล้วกมธ.ป.ป.ช.! “ธนะสิทธิ์”ลาออกส่ง”ปารีณา”เป็นแทนชน”เสรีพิศุทธ์” 

People Unity News : สนุกแล้วกมธ.ป.ป.ช.! “ธนะสิทธิ์”ลาออกส่ง”ปารีณา”เป็นแทน ยันไม่ใช่ไม่รู้ กม.แต่เบื่อที่จะทำงานกับ “เสรีพิศุทธ์”

เมื่อเวลา 17.10 น.วันที่ 5 พ.ย.2562 นายธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าภายหลังลาออกจากกรรมาธิการชุดดังกล่าวว่า ตนมีความรู้สึกอึดอัดใจในการทำหน้าที่ไม่แตกต่างจากนายพยม พรหมเพชร  ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐที่ลาออกไปก่อนหน้าที่ การที่ต้องทำงานร่วมกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ในฐานะประธานกรรมาธิการ เป็นเรื่องที่หากหลีกเลี่ยงได้ตนก็จะสบายใจกว่า ซึ่งตนยืนยันว่าเหตุผลที่ลาออกไม่ใช่เพราะไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย แต่เป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของคนที่มาทำหน้าประธานนั้น ไม่มีความเหมาะสม และไม่ฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการท่านอื่นๆ

นายธนะสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ตนได้มีการหารือกับนายพยมมาแล้ว พูดคุยกันหลายครั้ง ได้ตัดสินที่จะลาออกพร้อมกัน โดยยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการดิสเครดิตการทำหน้าที่ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กรรมาธิการท่านอื่นอาจจะสบายใจหรือไม่ แต่สำหรับพวกตน 2 คน ไม่สบายใจที่จะต้องนั่งร่วมกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในกรรมาธิการชุดนี้

“เมื่อทั้งผมและท่านพยมต่างก็ไม่อยากทำหน้าที่ตรงนี้แล้ว ก็ขอส่งมอบให้กับ นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.และ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี ให้เข้าไปร่วมทำหน้าที่ในกมธ.ชุดดังกล่าวแทนด้วย ผมขอเป็นกำลังใจให้ทั้ง 2 ท่าน และมั่นใจทั้งท่านสิระและท่านปารีณาต่างเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นที่จะทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ผมก็เชื่อว่าการทำหน้าที่ของกรรมาธิการชุดนนี้น่าจะมีประสิทธิภาพและผลงานที่ดีขึ้น” นายธนะสิทธิ์ กล่าว

ด้านน.ส.ปารีณา กล่าวว่า ตนรู้สึกเห็นใจนายพยมและนายธนะสิทธิ์ ที่รู้สึกหมดความอดทนกับพฤติกรรมที่มีการใช้อำนาจกรรมาธิการแบบเกินขอบเขต และเข้าใจดีถึงความอึดอัดใจหากจะต้องเข้าร่วมประขุมในทุกสัปดาห์ ซึ่งหากเกินความรู้สึกเช่นนี้การลาออกก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดหรือน่าแปลกอะไร

น.ส.ปารีณา กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ประชุมก็ได้มีมติให้ตนและนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.ทำหน้าที่แทนทั้ง 2 คน ตนพร้อมที่จัทำหน้าที่แทนอย่างเต็มใจ และจะทำให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ให้สมค่ากับทุกคะแนนของชาวราชบุรีที่เลือกตนมา

“ตนจะพยายามสอนและตักเตือนบรรดา ส.ส.สมัยแรกบางคนว่า อำนาจของกรรมาธิการมีแค่ไหน แต่ส่วนตัวตนมั่นใจว่า จะสามารถอดทน กับคนเจ้าอารมณ์ บ้าอำนาจ ควบคุมสติไม่ได้ ได้อย่างแน่นอน”น.ส.ปารีณา กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กำชับปราบปรามเด็ดขาดค้ามนุษย์

People Unity News : 10 มิถุนายน 2566 “ทิพานัน” เผย พล.อ.ประยุทธ์ ห่วงใยประชาชนตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ผ่านช่องทางออนไลน์ กำชับทุกหน่วยบูรณาการแก้ไขปัญหาตามแผนบันได 5 ขั้น เข้มปราบปรามเด็ดขาดถอนรากถอนโคน พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกสร้างภูมิคุ้มกันประชาชน

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจังและต่อเนื่องในทุกมิติ จากผลการดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์ที่ผ่านมาส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้น โดยอยู่ในระดับ “เทียร์ 2” และมีเป้าหมายไปสู่สถานะ “เทียร์ 1” อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ยังห่วงใยสถานการณ์ ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม.ที่พบว่า ปัจจุบันขบวนการค้ามนุษย์เปลี่ยนรูปแบบการกระทำผิดผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เช่น การค้าประเวณี การหลอกเด็กหญิง เด็กชาย ผู้ชายและผู้หญิงเพื่อผลิตสื่อลามกอนาจาร และการหลอกลวงโฆษณาจัดหางาน เพื่อชักชวนคนไทยให้ไปทำงานต่างประเทศ เป็นต้น

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการแก้ไขปัญหา ตามแนวทางป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ดังนี้

1.เพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย

2.ถอดบทเรียนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3.ยกระดับศูนย์บัญชาการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน/จัดสรรอัตรากำลังเพิ่มเติม

4.ยกระดับระบบรับเรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียนการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน การบริหารจัดการข้อมูล และการส่งต่อคดี

5.ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“พล.อ.ประยุทธ์ยังได้กำชับให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด และสาวถึงต้นตอเพื่อถอนรากถอนโคนปัญหาให้ถึงผู้อยู่เบื้องหลัง พร้อมทั้งรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชน ตระหนักถึงภัยการค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ๆ โดยการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อให้รู้เท่าทัน เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน” น.ส.ทิพานัน กล่าว

Advertisement

 

“เศรษฐา” ลงพื้นที่ อุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-สุรินทร์ ติดตามการบริหารจัดการน้ำ ปัญหายาเสพติด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 26 มิถุนายน 2567 โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ 3 จังหวัด อุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-สุรินทร์ 28-30 มิ.ย.นี้ ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เตรียมการป้องกันแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำท่วม น้ำแล้ง ติดตามประเด็นยาเสพติด

วันนี้ (26 มิถุนายน 2567) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2567 เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ติดตามประเด็นยาเสพติด เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ 72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่าฯ ประชุมหารือแผนพัฒนาจังหวัด และพบปะประชาชน โดยมีภารกิจตามกำหนดการ ดังนี้

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 17.20 น. นายกรัฐมนตรีกราบนมัสการพระเจ้าใหญ่อินทร์แปง และชมกรรมวิธีการจัดทำต้นเทียนพรรษาประเภทติดพิมพ์ ณ วัดมหาวนาราม พระอารามหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชานี จังหวัดอุบลราชธานี ต่อจากนั้นนายกรัฐมนตรีจะพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ณ ถนนคนเดินเลียบน้ำมูล เทศบาลนครอุบลราชธานี อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 09.35 น. นายกรัฐมนตรีจะติดตามโครงการก่อสร้าง “แยกต่างระดับคำน้ำแซบ” ณ แยกคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยังห้วยน้ำจาง บ้านผึ้งตก หมู่ที่ 4 ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามสถานการณ์ สั่งการเตรียมการป้องกันแก้ไขปัญหาสถานการณ์อุทกภัย และพบปะประชาชน เสร็จแล้วจะเดินทางต่อไปยังที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเป็นประธานการประชุมติดตามประเด็นยาเสพติดและปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

สำหรับในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานพิธีเปิดโครงการ 72 ล้านต้น พลิกฟื้นฝืนป่า และปลูกต้นไม้ และกราบสรีระสังขาร หลวงปู่สรวง ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีหลวงปู่สรวงวัดไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้น จะไปติดตามปัญหาแหล่งน้ำและพบปะประชาชน ณ วัดสระบานสนวน อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ นอกจากนี้ ในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะไปเยี่ยมชมการฝึกซ้อมฟุตบอลเยาวชนและพบปะเยาวชน ที่ศูนย์ฝึกกีฬาฟุตบอลสโมสรศรีสะเกษยูไนเต็ด อำเภอเมืองศรีสะเกษ ด้วย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 10.00 น. นายกรัฐมนตรีจะติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ณ อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมหารือแผนพัฒนาจังหวัดสุรินทร์ ณ ที่ว่าการอำเภอรัตนบุรี อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ โดยนายกรัฐมนตรี จะเดินทางจากท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ตำบลร่อนทอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ กลับถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 13.45 น. ทั้งนี้ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

“การเดินทางไปตรวจราชการ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ ของนายกฯ ครั้งนี้ เป็นการติดตามงานตามนโยบายรัฐบาล ที่มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ให้มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนในทุกด้าน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลเน้นย้ำทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการวางแผนให้ชัดเจน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีความรอบคอบ รวมถึงการทำงานต้องประสานสอดคล้องกันและมีความเป็นเอกภาพ มุ่งผลประโยชน์ที่เกิดต่อประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง อีกทั้งนายกฯ ยังจะติดตามงานในเรื่องประเด็นยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญเช่นกัน ตลอดจน เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ 72 ล้านต้น พลิกฟื้นฝืนป่า ซึ่งเป็น 1 ใน 10 โครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ในนามรัฐบาล ที่เป็นการรวมพลังจิตอาสาของทุกภาคส่วนในการร่วมกันปลูกป่าและบำรุงรักษาต้นไม้ คืนธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

Advertisment

“อนุทิน”แนะตีความลื่อนแบนสารพิษโดย”ไม่มีการลงมติ”

People Unity News : “อนุทิน”แนะตีความที่ประชุมเลื่อนแบนสารเคมีให้ชัด หลัง คกก.วัตถุอันตรายเผย “ไม่มีการลงมติ” “เด็กเพื่อไทย” ชี้ “พล.อ.ประยุทธ์” ลอยตัวเหนือปัญหาการแบน 3 สารพิษไม่ได้

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2562 ที่ให้เลื่อนการแบนสารเคมีทางการเกษตรว่า ทราบว่ามีกรณีที่ รศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการวัตถุอันตรายประกาศลาออก โดยบอกว่าที่ประชุมไม่ได้มีการลงมติ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งไปโทษใคร เพราะตนก็เจอนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านก็บอกว่า เข้าใจว่าการที่พูดแล้วไม่มีคนโต้แย้ง น่าจะเป็นมติได้ โดยท่านได้พูดในสิ่งที่ท่านอยากให้เป็น แต่ตนมองว่าสมัยก่อนอาจจะได้ ยุคนี้มันไม่ได้ ซึ่งตนได้เรียนท่านไปว่า อยากให้โหวตเลย อย่าเกรงใจ เพราะคณะกรรมการที่เห็นต่างอาจมองว่า คนระดับรัฐมนตรีมาเป็นประธานลยไม่กล้าพูดอะไร ต่างคนต่างเข้าใจผิด อีกทั้ง เลขานุการคณะกรรมการวัตถุอันตราย ควรทำบันทึกถึงประธาน เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยง เพราะถ้าตีความว่า ไม่มีการลงมติ แปลว่ามติวันที่ 22 ต.ค.2562 ยังอยู่หรือไม่ ก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการพูดคุยกับนายสุริยะ มีท่าทีจะทบทวนมติหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูในการประชุมครั้งต่อไป คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีการยกประเด็นนี้ขึ้นมาคุยไหม เอารายงานการประชุมครั้งก่อนมาดู ถ้ารายงานระบุว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ คนที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องโต้แย้ง เพราะคนเป็นคณะกรรมการต้องรักษาสิทธิตัวเอง

“ส่วนตัวเราไม่ก้าวก่ายกัน แต่ถ้ามันเป็นประเด็นขึ้นมา ท่านก็คงต้องไปหารือ และวันที่ 1 ธันวาคม เกิดไม่ประกาศขึ้นมา โดยอ้างมติที่ประชุม เดี๋ยวมีคนไปร้อง เดี๋ยวก็ยุ่งอีก”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะคืนกรมวิชาการเกษตร ที่อยู่ภายได้การกำกับดูแลของ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ก่อนคืนต้องจัดการปัญหาก่อน การทำงานร่วมกันต้องมุ่งสัมฤทธิผล เป้าหมายต้องเหมือนกัน

“เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาระหว่างรัฐมนตรี แต่เป็นปัญหาของ รมช.มนัญญา กับกรมวิชาการเกษตร ที่ท่านบอกว่ามอบนโยบายอะไรไปก็ไม่ทำ ก็ต้องไปดูว่าทำไมไม่ทำ เราต้องฟังเหตุผลทั้งสองฝ่าย” นายอนุทินกล่าว

“เด็กเพื่อไทย” ชี้ “พล.อ.ประยุทธ์” ลอยตัวเหนือปัญหาการแบน 3 สารพิษไม่ได้

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส. นครพนม พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นกรณีปัญหาการแบน 3 สารพิษ ที่มีปัญหาความขัดแย้งหลายประการ นั้น จึงเห็นว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหาไม่ได้ เพราะทุกองค์กรล้วนอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแลของรัฐบาลทั้งสิ้น รัฐบาลควรรับฟังองค์กรทางวิชาชีพเฉพาะที่ดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน คือ แพทยสภา ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดทางการแพทย์ ผู้ใดก็แทรกแซงไม่ได้

ปภ.ช. สั่งข้าราชการทุกจังหวัดต้องจัดการมือเผาให้ได้ 100%

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 30 มกราคม 2568 ทำเนียบ – ปภ.ช. สั่งข้าราชการทุกจังหวัดต้องจัดการมือเผาให้ได้ 100% พร้อมรายงานสถิติจับกุมทุกวันให้ ปภ.ช. ทราบ ขณะที่สั่งการสาธารณสุขจัดทีมแพทย์ดูแลประชาชน แนะใส่หน้ากากอนามัยลดผลกระทบจากฝุ่นระลอกใหม่สัปดาห์นี้

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษากองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ปภ.ช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมในวันนี้ได้รายงานว่าตั้งแต่วันนี้ (30 ม.ค.) จนถึงวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ประเทศไทยจะเผชิญกับอากาศปิดอีกระลอก จะส่งผลให้ประมาณค่าฝุ่นในหลายพื้นที่ของประเทศ อาจเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งที่ประชุม ปภ.ช. ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือการสั่งงดเผาโดยไม่มีข้อยกเว้น และยกระดับมาตรการต่าง ๆ แต่ในระยะเร่งด่วน ในพื้นที่ที่ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐาน ให้ป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนให้มากที่สุด โดยได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขจัดเจ้าหน้าที่พร้อมทีมแพทย์เข้าดูแลประชาชน โดยเฉพาะ 5 กลุ่มเสี่ยง ซึ่งสาธารณสุขได้รายงานว่า มียอดรวมประมาณ 178,000 ราย ประกอบด้วย เด็กเล็ก 29,982 ราย ผู้สูงอายุ 137,622 ราย หญิงตั้งครรภ์ 2,305 ราย ผู้มีโรคหัวใจ 3,857 ราย และผู้มีระบบทางเดินหายใจ 5,007 ราย

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข จัดทีมพิเศษฉุกเฉินสุขภาพ ระดับจังหวัด 76 ทีม และระดับอำเภอ 878 ทีม ลงพบประชาชนและเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขแล้ว

ขณะที่ ปภ.ช. รายงานว่า หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีสูงใน 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ลำพูน พิษณุโลก สุโขทัย นนทบุรี สระบุรี เพชรบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และประจวบคีรีขันธ์นั้น ได้ให้ อสม. ลงพื้นที่ให้ความรู้ถึงแนวปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพแก่ประชาชนแล้ว

ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้แจกจ่ายหน้ากากอนามัยไปแล้วกว่า 180,000 ชิ้น และหน้ากาก N95 จำนวนกว่า 1,100,000 ชิ้น ขณะที่สำนักอนามัย กทม. มีการแจกหน้ากากอนามัยให้กับกลุ่มเปราะบางแล้วกว่า 377,000 ชิ้น ซึ่งข้อมูลทางการแพทย์ชี้ชัดว่า การใส่หน้ากาก N95 แม้จะป้องกันฝุ่นได้ดีกว่า แต่อาจไม่เหมาะกับการใช้งานจริง ซึ่งการใส่หน้ากากอนามัยแบบทั่วไปสามารถกรองฝุ่นได้แต่หากรู้สึกไม่มั่นใจหรือต้องไปในพื้นที่ฝุ่นหนาแน่นอาจสวมหน้ากาก 2 ชั้น เพื่อป้องกันฝุ่นได้ดียิ่งขึ้น

ที่ประชุม ปภ.ช. กำชับให้ทุกส่วนราชการที่บังคับใช้กฎหมายดำเนินการจับกุมตามนโยบาย “ป้องกัน ปราบปราม สนับสนุน ลดฝุ่น” ของ ปภ.ช. อย่างเคร่งครัดโดยให้รายงานต่อที่ประชุม บก.ปภ.ช. ทุกวัน หากส่วนราชการใดที่ยังละเลยไม่ดำเนินการ ปภ.ช.จะมีข้อสั่งการและรายงานต่อ ผู้บัญชาการ บก.ปภ.ช. เพื่อพิจารณาตามการบังคับบัญชาทันที

“ในช่วงที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานขอความร่วมมือประชาชนงดออกกำลังกายกลางแจ้ง รวมทั้งกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคหัวใจและโรคระบบทางเดินหายใจ ออกกลางแจ้งเท่าที่จำเป็น หากพบอาการผิดปกติ ไอ จาม หายใจลำบาก มีผื่นแดงตามตัว มีน้ำมูก หอบเหนื่อย ตาแดง ให้พบแพทย์ที่สถานพยาบาลหรือศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อทำการรักษาโดยเร็ว” นายจิรายุ กล่าว

Advertisement

“อ้น”ปลื้มผลโพลปชช.ชอบ”ชิมช้อปใช้-บัตรคนจน”

People Unity News : “อ้น”ปลื้มผลโพลปชช.ชอบ”ชิมช้อปใช้-บัตรคนจน” ชี้”พปชร.” มาถูกทางแล้ว เน้นแก้ปัญหาปากท้อง ตอกเป็นกระจกสะท้อนกลับฝ่ายค้านมัวแต่เล่นการเมือง จ้องล้มรัฐบาล

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ หรือ “อ้น” รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรุงเทพโพลล์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชอบโครงการ “ชิม ช้อป ใช้” เฟส 1 และ 2 มากที่สุดในไตรมาสแรก รอรองลงมาคือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี ผลการสำรวจต่างๆ มีนัยสำคัญ เป็นตัวชี้วัดผลงาน ถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่ทางพรรคพลังประชารัฐ จะได้นำมาเป็นแนวทางในการกำหนดทิศทางการทำงานต่อไป โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการชืม ช้อป  ใช้”ที่ถูกพรรคฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดนั้น เมื่อผลการสำรวจออกมาเช่นนี้ สะท้อนว่าโครงการดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของประชาชน จึงได้รับความนิยมจากประชาชน และประชาชนสนับสนุน ดังนั้นไม่ว่าจะโจมตีอย่างไร ก็ต้านทานกระแสความต้องการของประชาชนไม่ได้ โดยโครงการ “ชิม ช้อป ใช้” ทั้ง 2 เฟสรวมกันมีผู้ได้รับสิทธิไปแล้ว 13 ล้านคน  ขณะที่มีประชาชนสอบถามถึง โครงการ “ชิม ช้อป ใช้” เฟส 3 ซึ่งเรื่องนี้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะประเมินผลการดำเนินงานของทั้ง 2 เฟสก่อนอีกระยะ  หากมีความคืบหน้าทางส.ส.ของพรรคจะแจ้งให้ประชาชนได้ทราบและทำความเข้าใจต่อไป

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า ในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เป็นการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ตรงจุด และยังช่วยเหลือเพิ่มเติมให้กับผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรอายุ 0-6 ขวบ และผู้สูงอายุ แม้จำนวนเงินจะไม่มาก  แต่ก็สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ประชาชนจะชื่นชอบมากรองลงมาจาก โครงการ “ชิม ช้อป ใช้” เพราะเงินที่เติมลงไปเข้าบัตรทันที อย่างไรก็ตาม ทั้ง2 โครงการเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐิจระยะสั้น ในขณะที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อความยั่งยืน โดยได้เริ่มโครงการ “ประชารัฐสร้างไทย”  ที่บูรณาการทั้งความคิดและทรัพยากรต่างๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานและสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ออมสิน, ธ.ก.ส., ธพว. และกองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น โดยนำร่องไปแล้วในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน  8 จังหวัด คือเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน

“พรรคพลังประชารัฐเชื่อว่าเรามาถูกทางแล้ว ในการเดินยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน  และสร้างเชื่อมั่นให้กับประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเสียงตอบรับของประชาชนในวันนี้กลายเป็นกระจกสะท้อนกลับไปยังฝ่ายค้านให้หันกลับมาทบทวนบทบททของตนเอง หากยังมัวเล่นการเมือง หรือเล่นเกมเพื่อหวังโค้นล่มรัฐบาลเพียงอย่างเดียวนั้น นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์กับประชานแล้ว กระแสอาจตีกลับไปยังฝ่ายค้านด้วย”น.ส.ทิพานัน กล่าว

เผยรถประจำตำแหน่งนายกฯ “คันใหม่”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 24 กุมภาพันธ์ 2567 ทำเนียบฯ เช่ารถประจำตำแหน่งนายกฯ “คันใหม่” มูลค่ากว่า 7 ล้านบาท เป็นรถคู่แฝดกับรถยนต์ Lexus คันหรูที่ลูกสาวซื้อให้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงนามประกาศสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา การเช่ารถยนต์ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จำนวน 1 คัน โดยวิธีคัดเลือกจากผู้ประกอบการ 4 ราย ซึ่งบริษัทไทยเร้นอะคาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอที่ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันและไม่เป็นผู้กระทำการอันเป็นการขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และได้ยื่นเอกสารการเสนอราคาครบถ้วน ถูกต้อง มีคุณสมบัติและข้อเสนอทางด้านเทคนิคครบถ้วน ถูกต้อง ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือเชิญชวนเข้ายื่นข้อเสนอและเอกสารการยื่นข้อเสนอโดยวิธีคัดเลือก และรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ โดยเสนอราคาเป็นเงินทั้งสิ้น 7,644,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งภาษีอากรอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงไว้ด้วยแล้ว

ล่าสุดวันนี้ (24 ก.พ.67) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา บริษัทได้จัดส่งรถยนต์ All NEW Lexus LM 350h Executive 4-Seater สีเงิน Sonic Titanium ป้ายทะเบียน “สร 30 กรุงเทพมหานคร” ถึงทำเนียบรัฐบาลแล้ว ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรี เคยระบุว่าบุตรสาวซื้อให้และนำมาใช้ช่วงเริ่มรับตำแหน่ง

จากนั้นเวลา 12.20 น. วันนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประเดิมใช้รถคันนี้ เดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ตัวย่อ “สร” ย่อ มาจาก สำนักนายกรัฐมนตรี และ สร.1 คือ นามเรียกขาน “นายกรัฐมนตรี” ส่วนเลข 30 คือลำดับของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ในความหมายเลขทะเบียนนี้ จึงอาจหมายถึง นายกรัฐมนตรีคนที่ 30

Advertisement

Verified by ExactMetrics