วันที่ 4 เมษายน 2025

สธ. มอบของขวัญปีใหม่เพื่อสุขภาพคนไทย 7 แพ็กเกจ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 29 ธันวาคม 2567 “สมศักดิ์” เผย สธ.มอบของขวัญปีใหม่เพื่อสุขภาพคนไทย 7 แพ็กเกจ ได้รับถ้วนหน้าตั้งแต่ในครรภ์ จนถึงสูงวัย เน้นฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ มอบชุดตรวจมะเร็งปากมดลูก-เอดส์ พร้อมดูแลสุขภาพจิต เปิดสายด่วนเลิกบุหรี่

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงของขวัญกระทรวงสาธารณสุขที่มอบให้ประชาชนในช่วงปีใหม่ว่า กระทรวงสาธารณสุข โดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มอบของขวัญให้คนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้า การจัดบริการ ดูแลตรวจสุขภาพกายใจให้คนไทยทุกสิทธิการรักษา รวม 7 แพ็กเกจ ประกอบด้วย แพ็กเกจที่ 1 หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด ฝากครรภ์ เจาะเลือด ตรวจแล็บ อัลตราซาวนด์ การคัดกรองดาวน์ซินโดรมและโลหิตจางธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์ การคัดกรองโลหิตจางธาลัสซีเมียและซิฟิลิสในคู่หรือสามีของหญิงตั้งครรภ์ การให้วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก ไอกรน ไข้หวัดใหญ่ การตรวจและฟื้นฟูสุขภาพหลังคลอด รวมการให้ยาเสริมธาตุเหล็ก โฟลิกและไอโอดีน แพ็กเกจที่ 2 เด็กแรกเกิดถึง 5 ปี คัดกรองภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน และโรคทางพันธุกรรมเมตาบอลิกในทารกแรกเกิด การคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด การคัดกรองโรคหัวใจพิการ แต่กำเนิดชนิดรุนแรงด้วย Pulse oximeter การคัดกรองสายตาผิดปกติและให้แว่นตาเด็กกรณีสายตาผิดปกติ และการให้วัคซีนที่จำเป็นตามกลุ่มวัย

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า แพ็กเกจที่ 3 เด็กโตถึงวัยรุ่น เป็นบริการคัดกรองและติดตามพัฒนาการเด็ก คัดกรองภาวะโลหิตจาง การให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV vaccine) และวัคซีนที่จำเป็นตามกลุ่มวัย บริการวางแผนครอบครัวและการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ แพ็กเกจที่ 4 ผู้ใหญ่ (24-59 ปี) เป็นบริการเจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด คัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี คัดกรองและค้นหาวัณโรคในกลุ่มเสี่ยงสูง ตรวจมะเร็งปากมดลูก คัดกรองซิฟิลิสในประชาชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง คัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในผู้ที่มีอายุ 50-70 ปี การตรวจยีนส์กลายพันธ์มะเร็งเต้านม (BRACA 1/BRCA 2) ในกลุ่มเสี่ยง การตรวจแมมโมแกรม และอัลตราซาวนด์ ในหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม บริการวางแผนครอบครัว และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า แพ็กเกจที่ 5 ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) เป็นบริการให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เจาะเลือดตรวจระดับไขมันในเลือด คัดกรองและค้นหาวัณโรคในกลุ่มเสี่ยงสูง คัดกรองซิฟิลิสในประชาชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง คัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งและมะเร็งช่องปาก คัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในผู้ที่มีอายุ 50 – 70 ปี การตรวจยีนส์กลายพันธ์มะเร็งเต้านม (BRACA 1/BRCA 2) ในกลุ่มเสี่ยง การตรวจแมมโมแกรม และอัลตราซาวนด์ ในหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม แพ็กเกจที่ 6 การตรวจคัดกรองด้วยตนเอง (Self-test) ได้แก่ ชุดตรวจมะเร็งปากมดลูก ชุดตรวจโรคพยาธิใบไม้ในตับด้วยปัสสาวะ และชุดตรวจเอชไอวี และแพ็กเกจที่ 7 บริการสายด่วนและสุขภาพจิต ได้แก่ การคัดกรองและดูแลสุขภาพจิตด้วยแอปพลิเคชัน Dmind และ Ooca สายด่วนสุขภาพจิต 1323 และสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600

Advertisement

“ทวี” แจง “ดีเจแมน-ใบเตย” ได้เงินเยียวยา แต่ต้องรอคดีถึงที่สุด เผยยอดเงินเยียวยา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 27 ธันวาคม 2567 “ทวี” แจง “ดีเจแมน-ใบเตย” ได้รับค่าเยียวยา หลังศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด บอกหากไม่ได้รับความยุติธรรม ฟ้องรัฐได้

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงดราม่า นายพัฒนพล มินทะขิน หรือดีเจแมน ติดคุกฟรี ว่า กระทรวงยุติธรรมมี พ.ร.บ.ค่าตอบแทน สำหรับจำเลยในคดีอาญา จะอยู่ที่ 500 บาทต่อวัน แต่ต้องขอให้คดีนั้นเด็ดขาดก่อน เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลลงโทษบางคน และไม่ได้ลงโทษบางคน ซึ่งถ้าถูกควบคุมจะได้รับค่าตอบแทนที่เรียกว่าเป็นแพะ แต่เนื่องจากในคดีนี้เป็นเพียงการตัดสินของศาลชั้นต้น ไม่จึงยังไม่มั่นใจ ว่าอัยการจะอุทธรณ์หรือไม่ และต้องขอรอดูก่อน ส่วนในอนาคตได้มีการเสนอแก้ไปแล้ว ซึ่ง ครม.เพิ่งอนุมัติ โดยจะมีการเอาผิดถึงชั้นสอบสวนและอัยการด้วย ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้องเราจะเข้าไปเยียวยาฟื้นฟูประชาชน พร้อมย้ำว่ากฎหมายเขียนระบุว่าต้องรอให้คดีถึงชั้นสูงสุด จึงจะพิจารณาชดเชยได้ ขณะเดียวกันการเยียวยาในส่วนของสังคม โดยประชาชนเมื่อศาลยกฟ้อง ก็มีเยียวยาทางจิตใจกันอยู่แล้ว

ส่วนที่สังคมมองว่าไม่คุ้มค่าชดเชยกับที่ติดคุกไป พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เขามีสิทธิที่จะฟ้องรัฐได้ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย การเยียวยาไม่ได้ตัดสินผู้เสียหายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดได้ เช่นเดียวกับคดีตากใบ

มีรายงานว่า สำหรับการชดเชย ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ โดยจะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายดังนี้ ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 40,000 บาท, ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 20,000 บาท, ค่าทดแทนการถูกคุมขัง วันละ 500 บาท, ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างถูกดำเนินคดี นับแต่วันที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ ตามค่าแรงขั้นต่ำของจังหวัดที่ประกอบการงาน, ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินคดี เช่น ค่าทนายความ จ่ายเท่าที่จ่ายจริงตาม แต่ละประเภทคดีที่กฎหมายกำหนด ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการดำเนินคดี เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

ทั้งนี้ ดีเจแมนถูกจำคุกมาแล้ว 1 ปี 7 เดือน คิดเป็น จำนวน 570 วัน หากคณะกรรมการฯพิจารณาอนุมัติช่วยเหลือ ก็จะได้รับ (1) ค่าถูกคุมขัง 570 x 500 = 287,500 บาท (2) ค่าขาดประโยชน์ฯ ช่วงที่ 1 ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ปี 2566 จำนวน 209 วัน x 353 บาท = 73,777 บาท ช่วงที่ 2 ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ปี 2567 จำนวน 361 วัน x 363 บาท = 131,043 บาท (3) ค่าทนายความ 75,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 564,820 บาท

สำหรับ น.ส.สุธีวัน กุญชร หรือใบเตย ถูกจำคุกมาแล้ว 191 วัน หากคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติช่วยเหลือก็จะได้รับ (1) ค่าถูกคุมขัง 191 x 500 = 95,500 บาท (2) ค่าขาดประโยชน์ฯ ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ปี 2566 จำนวน 191 วัน x 353 บาท = 67,423 บาท (3) ค่าทนายความ 75,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 237,923 บาท

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ เป็นการตัดสินในศาลชั้นต้น โดยโจทก์มีระยะเวลา 30 วันในการยื่นอุทธรณ์ หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ไม่มีฝ่ายใดยื่นอุทธรณ์จึงจะถือว่าคดีถึงที่สุด จึงจะเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย

Advertisement

การเคหะฯ จัดโปร หั่นราคา 102 โครงการทั่วประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 24 ธันวาคม 2567 “วราวุธ” เผย พม. รับปีใหม่ 68 การเคหะฯ จัดโปรฯ หั่นราคา 102 โครงการทั่วประเทศ ลด 5-20%

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มอบของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2568 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัยให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เป็น “บ้านคุ้มค่า ราคาโดนใจ รับปีใหม่ 2568” โดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.) จัดโปรโมชันลดราคาที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 5-20 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 102 โครงการ และลดราคาพิเศษโครงการบ้านเอื้ออาทร จำนวน 47 โครงการ ราคาขายห้องชุดขนาด 24 ตารางเมตร เริ่มต้น 250,000 บาท และราคาขายห้องชุดขนาด 33 ตารางเมตร เริ่มต้น 390,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินแล้วไม่ได้รับอนุมัติ สามารถยื่นขอสินเชื่อในโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย พร้อมรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.5 เปอร์เซ็นต์ใน 4 ปีแรก และปีที่ 5 เป็นต้นไป รับอัตราดอกเบี้ย 2.25  เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มเปราะบาง (คนพิการ ผู้สูงอายุ พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือบุตรที่ประสงค์จะซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการที่พ่อแม่อาศัยอยู่เดิม หรือผู้ที่มีภาระต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ทุพพลภาพ) ในช่วง 5 ปีแรกรับดอกเบี้ย 1.5  เปอร์เซ็นต์ และปีที่ 6 เป็นต้นไป รับอัตราดอกเบี้ย 2.25  เปอร์เซ็นต์เช่นกัน โดยให้ระยะเวลาผ่อนนานถึง 40 ปี แต่เมื่อรวมกับอายุผู้เช่าซื้อจะต้องไม่เกิน 75 ปี โดยลูกค้าจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 43,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

หรือหากไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ลูกค้ายังสามารถยื่นขอทำสัญญาเช่าซื้อโดยตรงกับการเคหะแห่งชาติได้อีก โดยปีที่ 1-3 จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 4.25  เปอร์เซ็นต์ ปีที่ 4-5 อัตราดอกเบี้ย 5.25 เปอร์เซ็นต์ ปีที่ 6-10 อัตราดอกเบี้ย 6.50  เปอร์เซ็นต์ และปีที่ 11 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย 6.75 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มเปราะบาง ปีที่ 1-5 จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 4.25  เปอร์เซ็นต์ปีที่ 6-10 อัตราดอกเบี้ย 6.50 เปอร์เซ็นต์ และปีที่ 11 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย 6.75 เปอร์เซ็นต์ ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : การเคหะแห่งชาติ เฟซบุ๊กแฟนเพจ : NHA Marketing หรือ Call Center 1615

Advertisement

นิด้าโพล เผยปี 67 คนไทยเหนื่อยหน่ายกับปัญหา ศก.-ภัยไซเบอร์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 23 ธันวาคม 2567 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจพบปี 2567 ประชาชนเหนื่อยหน่ายกับปัญหาเศรษฐกิจ-ภัยไซเบอร์

จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงความสุขในปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่าตัวอย่าง ร้อยละ 39.92 ระบุว่า ค่อนข้างมีความสุข เพราะมีความสุขทั้งกับตัวเองและครอบครัว ชีวิตการทำงานราบรื่น รองลงมา ร้อยละ 32.52 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความสุข เพราะมีปัญหาทางการเงินที่เกิดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ร้อยละ 18.17 ระบุว่า มีความสุขมาก เพราะการใช้ชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ และร้อยละ 9.39 ระบุว่าไม่มีความสุขเลย เพราะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สินสะสม

ถามถึงสิ่งที่ประชาชนเหนื่อยหน่ายในปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 52.14 ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ รองลงมา ร้อยละ 28.09 ระบุว่า ปัญหาภัยไซเบอร์ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การแฮกข้อมูล เป็นต้น ร้อยละ 27.86 ระบุว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองทั้งในและนอกสภา ร้อยละ 21.60 ระบุว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ปัญหาราคาพลังงาน ร้อยละ 13.59 ระบุว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยทางธรรมชาติ ร้อยละ 13.44 ระบุว่า ปัญหาสุขภาพ โรคระบาด ร้อยละ 12.98 ระบุว่าปัญหาอาชญากรรม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร้อยละ 12.90 ระบุว่า ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ร้อยละ 12.75 ระบุว่า ไม่เหนื่อยหน่ายกับอะไรเลย

Advertisement

“สมศักดิ์” ยกระดับหมอนวดไทย สู่ความเชี่ยวชาญพิเศษ 7 กลุ่มอาการ ช่วยผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น-หนุนเศรษฐกิจสุขภาพ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 22 ธันวาคม 2567 “สมศักดิ์” ยกระดับหมอนวดไทยเชี่ยวชาญพิเศษ 7 กลุ่มอาการ เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย หนุนเศรษฐกิจสุขภาพ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เร่งส่งเสริมความเชี่ยวชาญพิเศษให้หมอนวดไทยใน 7 กลุ่มอาการ ทั้งปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด หัวไหล่ติด นิ้วล็อก กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อัมพฤกษ์ อัมพาต และระบบสืบพันธุ์ ช่วยผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจสุขภาพ และเสริมภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางสุขภาพโลก

วันนี้ (22 ธันวาคม 2567) ที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าว “การส่งเสริมและยกระดับการนวดไทย” โดยมี ดร.โฆสิต สุวินิจจิต คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ดร.นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และคณะผู้บริหาร เข้าร่วม

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายส่งเสริมภูมิปัญญาการนวดไทย ด้วยการส่งเสริมและยกระดับอาชีพและวิชาชีพการนวดไทยให้มีมาตรฐาน สร้างความมั่นใจให้กับผู้รับบริการ และสนับสนุนให้นำมาใช้เป็นทางเลือกในการรักษาร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบัน โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสภาการแพทย์แผนไทย ได้เร่งเดินหน้าเพิ่มความเชี่ยวชาญพิเศษให้กับหมอนวดไทย ใน 7 กลุ่มอาการ ได้แก่ กลุ่มปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Office syndrome) โรคหัวไหล่ติด โรคนิ้วล็อกภาวะกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (ปวดสลักเพชร) หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อัมพฤกษ์ อัมพาตและกลุ่มระบบสืบพันธุ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังเหล่านี้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบอาชีพนวดไทยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านก็จะได้รับค่าตอบแทนหรือรายได้เพิ่มขึ้น

“นอกจากผลตอบแทนที่หมอนวดจะได้รับ การเพิ่มความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะด้านของหมอนวดไทยยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านเศรษฐกิจสุขภาพ และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางสุขภาพระดับโลกด้วย โดยในอนาคตจะขยายการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของหมอนวดไทยให้หลากหลายครอบคลุมมากยิ่งขึ้น” นายสมศักดิ์กล่าว

Advertisement

เผยเส้นทางเลี่ยงรถติดครบทุกภาค สะดวก ปลอดภัย ต้อนรับปีใหม่ 2568

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 21 ธันวาคม 2567 “ศศิกานต์” ชวนประชาชนวางแผนเดินทางล่วงหน้า พร้อมเผยเส้นทางเลี่ยงรถติดครบทุกภาค สะดวก ปลอดภัย ต้อนรับปีใหม่ 2568

วันที่ 21 ธันวาคม 2567 เวลา  08.30  น. นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนเช็คเส้นทางเพื่อเตรียมตัวกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล ปีใหม่ 2568 เนื่องจากช่วงเทศกาลจะมีผู้ใช้รถยนต์จำนวนมาก เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง หลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัดในช่วงดังกล่าว จึงขอให้วางแผนการเดินทางล่วงหน้า โดยตำรวจทางหลวงแนะนำเส้นทางเลี่ยง สำหรับผู้เดินทางสายกรุงเทพ – ภาคอีสานกรุงเทพ – ภาคเหนือ  กรุงเทพ – ภาคใต้ และ กรุงเทพ- ภาคตะวันออก ดังนี้

เส้นทางเลี่ยงรถติด ‘ปีใหม่ 2568’ กรุงเทพ – ภาคอีสาน

1.ถนนพหลโยธิน (ถนน ทล.1) เข้าทางแยกต่างระดับบางปะอิน และเข้าสู่จังหวัดสระบุรี

2.ถนน ทล.304 ผ่านจังหวัดฉะเชิงเทรา – นครราชสีมา – บุรีรัมย์

3.เส้นทางสาย ทล.21 และ ทล.205 มุ่งหน้าสู่จังหวัดชัยภูมิ – ขอนแก่น – อุดรธานี

เส้นทางเลี่ยงรถติด ‘ปีใหม่ 2568’ กรุงเทพ – ภาคเหนือ

  1. วงแหวนตะวันออก (ถนน ทล.9) เลี้ยวซ้ายเข้าทางระดับคลองหลวงใช้ทางหลวง 3214 เข้าสู่ทางหลวง 347 และ 32 (สายเอเชีย)
  2. วงแหวนตะวันตก (ถนน ทล.9) เชื่อมต่อทางหลวง 340 และ 32 ผ่านจังหวัดสุพรรณบุรี – ชัยนาท – อุทัยธานี

เส้นทางเลี่ยงรถติด ‘ปีใหม่ 2568’ กรุงเทพ – ภาคตะวันออก

1.ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์)

2.ใช้ทางหลวงหมายเลข 304 ผ่านมีนบุรี – หนองจอก ออกสู่ภาคตะวันออก

3.ใช้ทางหลวงหมายเลข 34 (เทพรัตน) ผ่านบางนา – บางปะกง หรือใช้ทางพิเศษบูรพาวิถีออกสู่ภาคตะวันออก

4.ทางหลวงหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท)

เส้นทางเลี่ยงรถติด ‘ปีใหม่ 2568’ กรุงเทพ – ภาคใต้

1.ทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) เส้นทางผ่านจังหวัดสมุทรสาคร – สมุทรสงคราม – เพชรบุรี

2.ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) เส้นทางผ่านจังหวัดราชบุรี – เพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์

“ไม่ว่าจะเดินทางด้วยเส้นทางไหนในช่วงเทศกาลปีใหม่ อาจจะต้องเจอปัญหาการจราจรหนาแน่น ขอให้ผู้ขับขี่เตรียมใจให้พร้อม และที่สำคัญขับขี่รถด้วยความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

หากต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุร้ายระหว่างเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทร. ฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193” นางสาวศศิกานต์ ระบุ

Advertisement

รองโฆษก รบ.เผย บขส. เปิดตรวจสภาพรถให้ประชาชนฟรี 20 รายการ พร้อมมอบส่วนลดค่าโดยสาร 10%

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 21 ธันวาคม 2567 “อนุกูล” เผย บขส. เปิดตรวจสภาพรถให้ประชาชนฟรี 20 รายการ พร้อมมอบส่วนลดค่าโดยสาร 10% จองตั๋วไปก่อน-กลับทีหลัง เทศกาลปีใหม่ 2568

วันนี้ (21 ธ.ค. 67 ) เวลา 11.00 น. นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ที่จะถึงนี้ บขส. ได้จัดกิจกรรมพิเศษ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2568 ให้แก่ประชาชนเกิดความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม ดังนี้

1.โครงการ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” โดยจะตรวจเช็กสภาพความพร้อมของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ จำนวน 20 รายการ เช่น การตรวจระบบเบรก สภาพยาง อุปกรณ์ปัดน้ำฝน ระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก และการทำงานของไฟส่องสว่าง ไฟสัญญาณต่าง ๆ ก่อนออกเดินทางให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดยรอบ ศูนย์ซ่อมบำรุงและตรวจสภาพรถ (รังสิต) สถานีเดินรถรังสิตและประชาชนทั่วไป โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เริ่มตั้งแต่วันที่ 1-31 ธันวาคม 2567 เวลา 08.30-16.00 น. ณ ศูนย์ซ่อมบำรุงและตรวจสภาพรถ (รังสิต) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-2901-2338

2.จัดโปรโมชั่น “ลดค่าโดยสาร Happy New Year 2025 ลด 10% ไปก่อน-กลับทีหลัง” เพื่ออำนวยความสะดวก และลดความหนาแน่นในการเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ของประชาชน โดยมอบส่วนลดค่าโดยสาร 10% (ไม่รวมค่าธรรมเนียม) ทุกเส้นทางทั่วประเทศ ให้แก่ผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วโดยสารผ่านช่องทางออนไลน์ Application : E-Ticket และ Website : https://tcl99web.transport.co.th เดินทางระหว่างวันที่ 15-24 ธันวาคม 2567 และ ระหว่างวันที่ 7-16 มกราคม 2568

สำหรับผู้โดยสารสามารถจองตั๋ว บขส. ล่วงหน้าได้ทุกช่องทางของ บขส. อาทิ ช่องทางออนไลน์ Facebook Page : บขส. (www.facebook.com/BorKorSor99), Line : บขส.99 (Id : @TCL99), เว็บไซต์ บขส.https://tcl99web.transport.co.th, Application E – ticket และ ช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร บขส. ทั่วประเทศสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 0-2936-3660 ในวันและเวลาราชการ  ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.transport.co.th, Facebook Fanpage : บขส. และ Line@บขส หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ งานการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ โทรศัพท์ 0-2537-8737 หรือ Call center 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

รมว. สธ. Kick Off ฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ ป้องกันมะเร็งปากมดลูก นร.หญิง ป.5 ครั้งแรกที่ปทุมธานี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 20 ธันวาคม 2567 สธ. และ สพฐ. ร่วม Kick off ฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ครั้งแรกในกลุ่มนักเรียนหญิงชั้น ป.5 ที่โรงเรียนวัดเขียนเขต จ.ปทุมธานี เตรียมขยายคิกออฟอีก 5 จังหวัด ครบทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ยืนยันปี 2568 เดินหน้าให้บริการต่อเนื่อง พร้อมขยายฉีดกลุ่มหญิงอายุ 11 – 20 ปี ที่ยังไม่เคยรับวัคซีนมาก่อน ส่วนที่ฉีดชนิด 2 หรือ 4 สายพันธุ์เข็มแรกไปแล้วให้มาฉีดเข็มสอง เพื่อลดโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกในอนาคต

วันนี้ (20 ธันวาคม 2567) ที่โรงเรียนวัดเขียนเขต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick off ฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ โดยมี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายคมสัน ญาณวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค ผู้บริหารแต่ละหน่วยงาน และนักเรียน เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,000 คน

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในปี 2568 กระทรวงสาธารณสุขยังคงสานต่อนโยบายการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นภัยสุขภาพที่สำคัญของหญิงไทย โดยเป็นมะเร็งอันดับ 2 ที่พบมากที่สุดในหญิงอายุ 15 – 45 ปี รองจากมะเร็งเต้านม มีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัส HPV ซึ่งการฉีดวัคซีนเป็นวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในปีนี้ได้นำวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ มาให้บริการในกลุ่มเป้าหมายเป็นครั้งแรก ซึ่งมีข้อดีคือสามารถป้องกันเชื้อไวรัส HPV ได้ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็งเพิ่มขึ้นจากเดิมและฉีดวัคซีนเพียง 1 เข็ม ทำให้ช่วยลดปัญหาการขาดนัดในเข็มที่สอง รวมถึงลดภาระด้านต้นทุนค่าบริการและค่าเดินทาง ส่วนผู้ที่เคยได้รับวัคซีนชนิด 2 หรือ 4 สายพันธุ์ เข็มที่ 1 มาแล้ว ยังสามารถเข้ารับวัคซีนชนิดเดิมได้ซึ่งมีข้อดีเรื่องระดับภูมิคุ้มกันจะสูง ทำให้มีแนวโน้มว่าภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้นาน

“การจัดกิจกรรม Kick off ฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ จำนวน 1 เข็ม จะเริ่มพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้ และจะขยายการจัดกิจกรรม Kick off ไปอีก 5 จังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาค เพื่อให้เกิดกระแสรณรงค์ที่ต่อเนื่อง และมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย โดยจะให้บริการในเด็กหญิง ป.5 ปีการศึกษา 2567 ตามสิทธิประโยชน์กว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ เป็นกลุ่มแรก และมีแผนฉีดให้แล้วเสร็จก่อนปิดภาคเรียนในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นจะขยายการฉีดวัคซีนในกลุ่มหญิงอายุ 11 – 20 ปี ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน ในช่วงเดือนมีนาคม 2568 เป็นต้นไป” นายสมศักดิ์กล่าว

ด้าน นพ.โอภาส กล่าวว่า การจัดกิจกรรม Kick off ในวันนี้ ได้ร่วมกับ สพฐ. ให้บริการฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ แก่นักเรียนหญิงชั้น ป.5 พร้อมให้ความรู้เรื่องมะเร็งปากมดลูกสำหรับนักเรียน ประชาชนทั่วไป รวมทั้ง อสม. ที่จะต้องไปเชิญชวนให้กลุ่มเป้าหมายในชุมชนเข้ารับบริการวัคซีน ทั้งนี้ โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทำให้ประชากรสูญเสียการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยังส่งผลต่อระบบสาธารณสุข รวมถึงระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขยังคงเดินหน้าฉีดวัคซีน HPV ให้แก่กลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด เพราะยิ่งฉีดได้มากโอกาสการเกิดมะเร็งปากมดลูกของผู้หญิงในอนาคตก็จะยิ่งลดลง จึงขอเชิญชวนให้ผู้หญิงอายุระหว่าง 11 – 20 ปี ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน HPV ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือวัยทำงาน มารับการฉีดวัคซีนได้ฟรีที่หน่วยบริการใกล้บ้านทั่วประเทศ นอกจากนี้ จะมีการรณรงค์ให้ผู้หญิงอายุ 30 – 60 ปี เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกควบคู่กันไปด้วย เพื่อเป้าหมายสตรีไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูก ตามสโลแกน “หญิงไทย ห่างไกลมะเร็ง ด้วยวัคซีน HPV”หรือ “Save Girls, No Cancer by HPV Vaccine”

Advertisement

“อนุทิน” ร่วมกับ MEA มอบของขวัญปีใหม่ 2568 ถนนสวยไร้สาย @ถนนจรัญสนิทวงศ์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 19 ธันวาคม 2567 “อนุทิน” ร่วมมอบของขวัญปีใหม่ 2568 ถนนสวยไร้สาย @ถนนจรัญสนิทวงศ์ มุ่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ ปลอดภัย คาดสิ้นปีนี้ กฟน. นำสายไฟฟ้าใน กทม. ลงดินเสร็จ 90 กม. จัดระเบียบสายสื่อสาร 32 เส้นทาง

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รมว.มหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้ (19 ธ.ค. 67) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน “MEA มอบของขวัญปีใหม่ ถนนสวยไร้เสาสายจรัญสนิทวงศ์” ตามโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน บนถนนจรัญสนิทวงศ์ ณ ลานแขกแพ Meeting Mall บางอ้อ สเตชัน ถ.จรัญสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายขจร ศรีชวโนทัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการ กฟน. นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการ MEA ร่วมในงาน

นายอนุทิน มีนโยบายมุ่งพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน ควบคู่การปรับปรุงทัศนียภาพของเมืองให้สวยงามและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนี้ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือ กฟน. ได้แปลงนโยบายสู่การการปฏิบัติ ดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน บนถนนจรัญสนิทวงศ์ รวมระยะทาง 11.4 กม. โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. 68

“ถนนสวยไร้เสาสายจรัญสนิทวงศ์ นับเป็นของขวัญปีใหม่มอบให้กับพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงมหาดไทย โดย กฟน. จะขยายโครงการไปให้มากที่สุดเพื่อความสะดวก ปลอดภัยของประชาชน พร้อมไปกับการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ สวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยว นักลงทุน ทั้งไทยและต่างประเทศ เป็น Final Destination ของผู้คนจากทั่วโลก” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า โครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินใน กทม. มีแผนดำเนินการรวม 313.5 กม. ภายในปี 2572 ซึ่งในขณะนี้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 73.4 กม. และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 240.1 กม. เช่น ถ.พระราม 3 ถ.รัชดาภิเษก และเส้นทางตามแนวรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ และคาดว่าในสิ้นปี 2567 จะแล้วเสร็จเพิ่มขึ้นอีก 16.6 กม. ทำให้ภายในปี 67 จะมีระยะทางรวมของสายไฟฟ้าใต้ดินสะสมเป็น 90 กม.

ในส่วนของแผนการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน MEA และหน่วยงานภาคีได้ดำเนินการไปแล้วรวม 32 เส้นทาง ระยะทางกว่า 68 กม. ครอบคลุมถนนสายสำคัญ เช่น ถ.สุทธิสารวินิจฉัย ถ.อโศกมนตรี ถ.ศรีอยุธยา ถ.พระราม 4 ถ.บรรทัดทอง และถ.จรัญสนิทวงศ์ นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดระเบียบสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้า 183 เส้นทาง รวมระยะทางกว่า 570 กม. เฉลี่ยดำเนินงานเดือนละ 45 กม. และในปี 68 มีเป้าหมายจัดระเบียบสายสื่อสารรวมระยะทาง 800 กม. โดย MEA สนับสนุนการติดตั้งคอนสายสื่อสาร เพื่อยึดสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย

Advertisement

การรถไฟ จัด 4 มาตรการบริการพิเศษ ส่งประชาชนกลับบ้านปลอดภัยช่วงปีใหม่ 2568

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 19 ธันวาคม 2567 ‘ศศิกานต์’ เผยการรถไฟแห่งประเทศไทย จัด 4 มาตรการพิเศษ ส่งประชาชนกลับบ้านปลอดภัยช่วงปีใหม่ 2568

วันนี้ (19 ธันวาคม 2567) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม จัดเพิ่มขบวนรถและเจ้าหน้าที่ดูแลอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ที่มีวันหยุดยาว 5 วัน ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณะจำนวนมาก โดยแบ่งออกเป็น 4 มาตรการ ประกอบด้วย

1.การเพิ่มเที่ยวขบวนรถพิเศษ: เส้นทางสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ ไป-กลับ อีกจำนวน 18 เที่ยว สามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มเติมได้อีก 12,000 คน ผู้โดยสารสามารถติดต่อจองตั๋วโดยสารของขบวนรถพิเศษผ่านระบบออนไลน์ D-Ticket หรือสถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ มีรายละเอียดขบวนรถ ดังนี้

เที่ยวไป ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567 – 2 มกราคม 2568 จำนวน 9 ขบวน

  • วันที่ 27 ธ.ค.2567 ขบวน 955 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – ศิลาอาสน์ จำนวน 1 ขบวน
  • วันที่ 27 ธ.ค.2567 ขบวน 977 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี จำนวน 1 ขบวน
  • วันที่ 27 ธ.ค.2567 ขบวน 967 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุดรธานี จำนวน 1 ขบวน
  • วันที่ 27 ธ.ค.2567 และ 29 ธ.ค.2567 ขบวน 983 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – ชุมทางหาดใหญ่ จำนวน 2 ขบวน
  • วันที่ 27 ธ.ค.2567 และ 29 ธ.ค.2567 ขบวน 5 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – เชียงใหม่ จำนวน 2 ขบวน
  • วันที่ 28 ธ.ค.2567 ขบวน 973 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี จำนวน 1 ขบวน
  • วันที่ 2 มกราคม 2568 ขบวน 933 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี จำนวน 1 ขบวน

เที่ยวกลับ ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2567 – 2 มกราคม 2568 จำนวน 9 ขบวน

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2567 ขบวน 978 อุบลราชธานี – สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จำนวน 1 ขบวน
  • วันที่ 28 ธ.ค. 2567 และ 1 ม.ค. 2568 ขบวน 984 ชุมทางหาดใหญ่ – สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จำนวน 2 ขบวน
  • วันที่ 28 ธ.ค. 2567 และวันที่ 1 ม.ค. 2568 ขบวน 6 เชียงใหม่ – สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จำนวน 2 ขบวน
  • วันที่ 1 ม.ค.2568 ขบวน 962 ศิลาอาสน์- สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จำนวน 1 ขบวน
  • วันที่ 1 ม.ค.2568 ขบวน 936 อุดรธานี – สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จำนวน 1 ขบวน
  • วันที่ 1 ม.ค.2568 และ 2 ม.ค.2568 ขบวน 934 อุบลราชธานี – สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จำนวน 2 ขบวน

2.มาตรการอำนวยความสะดวกพ่วงตู้โดยสารเพิ่มเต็มหน่วยลากจูง: การรถไฟฯ ได้ทำการพ่วงตู้โดยสารของขบวนรถธรรมดา ขบวนรถชานเมือง ให้เต็มหน่วยลากจูงในทุกเส้นทางทั่วประเทศ สามารถรองรับการเดินทางของผู้โดยสารได้มากกว่า 100,000 คนต่อวัน เพื่อลดปัญหาผู้โดยสารตกค้าง

3.เพิ่มมาตรการความปลอดภัย: กำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดการดูแลผู้โดยสาร ทั้งภายในขบวนรถและสถานีรถไฟเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ ตลอดจนมีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์และสารเสพติดของพนักงานทุกคนต้องเป็นศูนย์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังความปลอดภัยจากกล้องวงจรปิด CCTV ตามสถานีและบนขบวนรถทั่วประเทศ

4.กิจกรรมส่งความสุข: กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ จัดกิจกรรมส่งความสุขให้ผู้ใช้บริการโดยมอบของขวัญ เช่น กระติกน้ำเก็บความสุข 2.8 ลิตร จำนวน 5,000 ใบ และแจกเจลอาบน้ำ จำนวน 100,000 ขวด ให้แก่ผู้โดยสารที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และสถานีสำคัญทั่วภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567

นอกจากนี้ การรถไฟฯ ได้จัดตั้งศูนย์ปลอดภัยทั่วประเทศ เพื่อดูแลและรับแจ้งเหตุต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567 นอกจากนี้ ยังได้ประสานขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อาทิ อบต. เทศบาล จัดอาสาสมัคร ร่วมเฝ้าระวังทางผ่านเสมอระดับรถไฟ – รถยนต์ หรือบริเวณชุมชน เพื่อป้องกันเหตุต่าง ๆ รวมทั้งประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจตราความเรียบร้อยบนขบวนรถไฟทุกขบวน

“มาตรการดังกล่าว ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่รัฐบาลตั้งใจมอบให้ประชาชน เพื่อให้การเดินทางกลับภูมิลำเนาเกิดความสะดวก ปลอดภัย และประชาชนรู้สึกอุ่นใจตลอดเส้นทาง” นางสาวศศิกานต์ ระบุ

Advertisement

Verified by ExactMetrics