วันที่ 5 เมษายน 2025

รัฐบาลเข้ม ตรวจสารพิษตกค้างในผัก-ผลไม้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 15 ธันวาคม 2567 ทำเนียบรัฐบาล – รัฐบาลเข้ม ตรวจสารพิษตกค้างในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง/อันตราย เน้นกำชับส่วนราชการทำนโยบายเพื่อสุขภาพที่ดีของ ปชช.

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรในผัก และผลไม้ ตั้งแต่ต้นน้ำ (แปลงปลูก/นำเข้า) กลางน้ำ (โรงคัดบรรจุ) และปลายน้ำ (สถานที่จำหน่าย) โดยดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ในการขับเคลื่อนเพื่อจัดการความเสี่ยงของสารพิษตกค้างในผักผลไม้ การสื่อสารเพื่อลดความเสี่ยงหรืออันตรายจากสารพิษตกค้าง รวมถึงการปรับเกณฑ์มาตรฐานสารพิษตกค้างให้ครอบคลุมชนิดผักผลไม้ และการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรในปัจจุบัน

นายอนุกูล กล่าวว่า จากข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ผักผลไม้ในประเทศตั้งแต่ปี 2560 ถึง ปี 2567 รวม 2,193 ตัวอย่างผ่าน 81.35% (1,784 ตัวอย่าง) ไม่ผ่าน 18.65% (409 ตัวอย่าง) ซึ่งยังพบปัญหาสารพิษตกค้างในผักผลไม้ โดยปีงบประมาณ 2568 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. ) ได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ตรวจเฝ้าระวังความปลอดภัยของผักและผลไม้สด ณ โรงคัดบรรจุทั่วประเทศ จำนวน 854 แห่ง เพื่อกำกับดูแลมาตรฐานการผลิตของโรงคัดบรรจุผักผลไม้สดตามหลักเกณฑ์ GMP และตรวจสอบการแสดงฉลากเพื่อการตามสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา รวมทั้งเก็บตัวอย่างผักและผลไม้สด ส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการมาตรฐาน โดยมีการสื่อสารความเสี่ยงเป็นระยะ และสรุปสถานการณ์ความปลอดภัยด้านสารพิษตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตร แจ้งต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแลแปลงปลูกในประเทศ เพื่อให้สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

นายอนุกูล กล่าวต่อว่า กรณีที่ผลการตรวจประเมิน GMP ไม่ผ่านตามเกณฑ์ อย. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อให้กลไกการตรวจสอบสารตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรมีประสิทธิภาพสอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ อย. ยังมีมาตรการเฝ้าระวังการนำเข้าผักผลไม้อย่างเข้มงวดด้วยเช่นกัน โดยการตรวจกัก เก็บผัก ผลไม้กลุ่มเสี่ยง เช่น องุ่น สาลี่ คื่นช่าย ปวยเล้ง เป็นต้น ส่งตรวจวิเคราะห์ หากผลการตรวจไม่ผ่านจะถูกดำเนินคดี และไม่สามารถนำเข้าผัก ผลไม้นั้นได้ ทั้งนี้ ผู้จำหน่าย ตลาดค้าปลีก ควรเลือกผัก ผลไม้จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามาจากแหล่งใด สำหรับผู้บริโภค ควรให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผักและผลไม้ก่อนรับประทานหรือนำมาปรุงอาหาร ซึ่งจากผลงานวิจัยพบว่าการล้างอย่างถูกวิธีด้วยน้ำธรรมดา น้ำผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู/เบคกิ้งโซดา) หรือน้ำผสมเกลือ มีประสิทธิภาพในลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ ไม่ว่าจะเป็นสารพิษชนิดดูดซึมหรือไม่ดูดซึม นอกจากนี้ ควรเลือกซื้อผักและผลไม้ตามฤดูกาล เลือกให้หลากหลาย และไม่ควรบริโภคชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากสารพิษตกค้างได้

Advertisement

ศรัทธาประชาชน!! สักการะพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้วเนืองแน่น

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 9 ธันวาคม 2567 ศรัทธาประชาชน เพียง 2 วันเข้าสักการะพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้วเนืองแน่น รัฐบาลแนะนำเตรียมตัวก่อนเดินทางไปสักการะ อย่างไรให้ไม่เสียเที่ยว

วานนี้ (8 ธ.ค.67) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เพียงแค่สองวันแรกที่เปิดให้ประชาชนได้เข้าสักการะพระเขี้ยวแก้ว พบว่ามี ประชาชนให้ความสนใจเดินทางมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ท้องสนามหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ปี 2568 อย่างเนืองแน่นและต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดนี้  ซึ่งภายในท้องสนามหลวง ยังมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และมีการจัดกิจกรรมทุกวันอีกด้วย

ทั้งนี้ ขอแนะนำรายละเอียดและข้อปฎิบัติ สำหรับประชาชนที่เดินทางเข้าน้อมกราบพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้ว ดังนี้

-ประตูเปิดให้เข้าตั้งแต่ เวลา 07.00 – 20.00 น. ของทุกวัน

-แสดงบัตรประชาชน หรือใบขับขี่ หรือพาสปอร์ตต่อเจ้าหน้าที่ประตูทางเข้า (หากไม่มี เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้เข้า)

-ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดเข้าไปภายในบริเวณ

-งดนำดอกไม้ พวงมาลัย พานบายศรี  มาเอง

-รัฐบาลได้จัดดอกบัวประดิษฐ์ไว้ภายใน เพื่อให้น้อมถวาย ผู้เข้าสักการะสามารถหยิบพร้อมบทสวดมนต์ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

-สามารถเดินน้อมสวดมนต์ เดินเวียนเทียนแล้ววางบริเวณจุดวางดอกบัวโดยรอบได้โดยไม่ต้องไปรอวางด้านข้างจุดแรกจุดเดียว

-ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าภายในบริเวณ มณฑลพิธีได้

-แต่งกายสุภาพ ในลักษณะเข้าศาสนสถาน

-ไม่อนุญาตให้ใส่ชุดดำ เข้าบริเวณมณฑลพิธี

-ไม่อนุญาตให้ใส่ขาสั้น สายเดี่ยว เกาะอก เสื้อบาง กางเกงยีนส์ขาด เข้าสักการะ

-ห้ามนำวัตถุมีคม ของไวไฟ ไฟแช็ค มีด คัตเตอร์ นำเข้าไปภายในบริเวณ มณฑลพิธี

นอกจากนี้ยังมีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในช่วงเวลา 10.00-12.00 น. และเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป และพิธีเจริญจิตตภาวนา ทุกวันพระ โดยจะมีพิธีแสดงธรรมเทศนา 1 กันต์ (ในภาคเช้า) สำหรับในวันที่ 31 ธ.ค. 2567 จะมีกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี และกิจกรรมทำบุญตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ วันที่ 1 ม.ค.2568

“ขอเชิญชวนเข้าสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งโอกาสที่หาได้ไม่บ่อย นักที่จะได้สักการะพระบรมสารีริกธาตุ จากประเทศจีน ที่ประดิษฐานเป็นการชั่วคราวในประเทศไทยจนถึงวันที่ 14 ก.พ. 2568 เวลา 07.00-20.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และจะอัญเชิญกลับในวันที่ 15 ก.พ. 2568” นายจิรายุ กล่าวเชิญชวน

Advertisement

“จิราพร” หารือ ผบช.ก. บูรณาการป้องกันธุรกิจแชร์ลูกโซ่

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 8 ธันวาคม 2567 “จิราพร” นำ สคบ. หารือผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง บูรณาการป้องกันและหาแนวทางแก้ไขปัญหาการทำธุรกิจหลอกลวงประชาชน หรือธุรกิจขายตรงแอบแฝงแบบแชร์ลูกโซ่

น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (7 ธ.ค.) ได้ประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาการทำธุรกิจหลอกลวงประชาชน หรือธุรกิจขายตรงแอบแฝงแบบแชร์ลูกโซ่ ร่วมกับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ณ ห้องปฏิบัติการ RTCC (Realtime Crime Center) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) เข้าร่วม

น.ส.จิราพร กล่าวว่า ได้นำผู้แทนจาก สคบ. เข้าร่วมหารือกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานปฏิบัติหลักในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อหาแนวทางและมาตรการในระยะสั้น กลาง และระยะยาว ในการป้องกันไม่ให้เกิดการทำธุรกิจขายตรงแอบแฝงในแบบของแชร์ลูกโซ่หรือในแบบอื่นๆ โดยที่ประชุมเห็นว่าในระยะสั้นควรมีการตั้งคณะทำงานเพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบบริษัทที่จดทะเบียนทั้งหมด รวมถึงตั้งศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง โดยอาจมีการศึกษาการนำระบบ AI มาใช้ในการตรวจสอบความผิดปกติในการประกอบธุรกิจร่วมด้วย ควบคู่ไปกับการปรับปรุงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมและเข้ากับบริบทในปัจจุบันมากขึ้นต่อไป

“รัฐบาลซึ่งนำโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่พี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากการทำธุรกิจที่หลอกลวงประชาชน ซึ่งรวมถึงธุรกิจแชร์ลูกโซ่ โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเชิงรุกในการหาแนวทางป้องกัน และแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะยาว เพื่อตัดวงจรธุรกิจหลอกลวงประชาชน ไม่ให้ขยายผลกระทบในวงกว้าง จนสร้างผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไป” น.ส.จิราพร กล่าว

Advertisement

นายกฯสั่งทุกหน่วยงานบูรณาการแก้ปัญหา PM 2.5 คาดปี 68 สถานการณ์ดีขึ้น

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 3 ธันวาคม 2567 นายกรัฐมนตรีสั่งการทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานแก้ปัญหา PM 2.5 คาดปี 68 สถานการณ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (3 ธันวาคม 2567) เวลา 12.10 น. ณ บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 และหมอกควัน ได้มีการสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำโดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ร่วมหารือกับทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งกำหนดมาตรการในการป้องกันมลพิษทางอากาศทั้งในส่วนของปัญหาจากการเผาในการเกษตร ควันและไอเสียของรถยนต์ และฝุ่นควันจากภาคอุตสาหกรรม เช่นมาตรการไม่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรเช่น อ้อย ข้าวโพด ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่ามีกระบวนการผลิตที่ใช้การเผา ตัวอย่างเช่น ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่จะมีในจุดที่เป็น hotspot และพื้นที่เผาไหม้ลดลงจากปี 2566 คิดเป็นร้อยละ 50% ดังนั้น แนวโน้มของปี 2568 คาดว่าจะมีแนวโน้มไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับปี 2566 ประกอบกับในส่วนของมาตรการที่ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ ในเรื่องของการครอบคลุมเมืองป่าเกษตรหมอกควันข้ามแดน โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (Clear Sky Strategy) ที่ได้ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการมีนวัตกรรมอีกมากที่รัฐบาลจะสนับสนุนในเรื่องของการดักฝุ่นควันไม่ให้เกิดปัญหาควันมากยิ่งขึ้น และในส่วนของกรุงเทพมหานคร ได้มีการสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพ ร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการดำเนินการป้องกันปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยจำนวนในการตรวจพบค่า PM2.5 ที่เกินมาตรฐานเมื่อเทียบกับปี 2566 นับว่ามีแนวโน้มการลดลงถึง 20% โดยคาดการณ์ว่าปัญหาของเรื่องฝุ่นควันในปีนี้ จะมีแนวการทางการจัดการได้ดียิ่งขึ้น

Advertisement

ประมูลเลขสวยมือถือ “เลข 8” เบอร์เดียว 10 ล้านบาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 2 ธันวาคม 2567 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ประมูลเบอร์โทรเลขสวยเบอร์เดียว 10 ล้านบาท เลข 8 จำนวน 9 ตัว กสทช.ปลื้มงานประมูลสุดคึกคัก หลังเว้นโควิด 5 ปี รวมเงินประมูลวันเดียว 119,173,000 บาท

วานนี้ (1 ธ.ค.67) นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้นำเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นเลขหมายสวยมาร่วมประมูลเป็นครั้งแรกของปี หลังจากเว้นช่วงการประมูล 5 ปี ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยผลการประมูลจำนวน 310 เลขหมาย มีผู้สนใจประมูลเลขหมายรวมทั้งสิ้น 99 เลขหมาย คิดเป็นเงินที่ได้จากการประมูลรวม 119,173,000 บาท

สำหรับเลขหมายที่มีการประมูลราคาสูงสุดในวันนี้ กลุ่ม 9 ตัวเหมือน ราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท ได้แก่ เลขหมาย 088-888-8888 ในราคาชนะประมูล 10,000,000 บาท

กลุ่ม 8 ตัวเหมือนติดกัน ราคาเริ่มต้น 4.5 ล้านบาท เลขหมายที่ชนะการประมูลสูงสุด คือ เลขหมาย 064-444-4444 ในราคา 5,600,000 บาท

กลุ่ม 7 ตัวเหมือนติดกัน ราคาเริ่มต้น 1.5 – 3 ล้านบาท เลขหมายที่ชนะการประมูลสูงสุด คือ เลขหมาย 098-999-9999 ในราคา 6,500,000 บาท

กลุ่ม 6 ตัวเหมือนติดกัน ราคาเริ่มต้น 2.5 – 5 แสนบาท เลขหมายที่ชนะการประมูลสูงสุด คือ เลขหมาย 093-899-9999 ในราคา 920,000 บาท

กลุ่ม 4 ตัวเหมือนติดกัน 2 ชุด ราคาเริ่มต้น 5 แสนบาท เลขหมายที่ชนะการประมูลสูงสุด คือ เลขหมาย 095-555-6666 ในราคา 815,000 บาท

กลุ่ม 3 ตัวเหมือนติดกัน 3 ชุด ราคาเริ่มต้น 1.5 แสนบาท เลขหมายที่ชนะการประมูลสูงสุด คือ เลขหมาย 088-866-6888 ในราคา 170,000 บาท

กลุ่ม 2 ตัวเหมือน 2 ชุด ติดกับ 4 ตัวเหมือน ราคาเริ่มต้น 5 หมื่นบาท จำนวน 1 เลขหมาย ได้แก่ 099-988-9999 จบที่ราคาประมูล 705,000 บาท

และกลุ่ม 3 ตัวเหมือน ติดกับ 2 ตัวเหมือน 2 ชุด ราคาเริ่มต้น 2 หมื่นบาท เลขหมายที่ชนะการประมูลสูงสุด คือ เลขหมาย 088-999-8899 ในราคา 402,000 บาท

ทั้งนี้ รายได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่าย สำนักงาน กสทช. จะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน

Advertisement

นายกฯ ตั้งเป้ายกระดับแก้ปัญหายาเสพติด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 30 พฤศจิกายน 2567 ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ – นายกฯ ตั้งเป้ายกระดับความเข้มข้น แก้ปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาด และครบวงจร บำบัดผู้ติดยาเสพติด คืนคนคุณภาพสู่สังคมและครอบครัว

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตรวจติดตามประเด็นยาเสพติด โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม พร้อมด้วยสำนักงานปราบปรามยาเสพติด สหรัฐอเมริกา หรือดีอีเอ ร่วมสังเกตการณ์

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอชื่นชมหน่วยงานที่ร่วมแก้ปัญหากันอย่างเข้มแข็ง ซึ่งปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชินีทรงห่วงใยประชาชนอย่างมากและทรงติดตามว่า พวกเราที่ทำงานอยู่เป็นอย่างไร

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดเป็นเป็นวาระแห่งชาติ รัฐบาลจึงยกระดับความเข้มข้นในการแก้ปัญหา และตั้งเป้าแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาด และครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการตัดต้นตอการผลิต การร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทุกประเทศมีความห่วงใยในเรื่องนี้และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกันอย่างแข็งขัน และการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติด การปราบปรามและการยึดทรัพย์ของผู้ค้ารายใหญ่ที่จะต้องทำอย่างเด็ดขาด ไม่ให้กลับมาค้ายาเสพติดอีก

รวมถึงการค้นหาผู้เสพยาเสพติดในชุมชน เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาตลอดจนบำบัดผู้ติดยาเสพติด ซึ่งรัฐบาลชุดนี้มองว่าผู้ที่เสพยาคือผู้ป่วย ไม่ใช่เป็นคนร้าย และพร้อมจะให้โอกาสบำบัดและให้กลับเข้ามาทำงานให้สังคมและประเทศชาติอีกครั้ง พร้อมทั้งจะต้องมีการฝึกอาชีพ เพราะคนเหล่านี้เสพยาตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้พลาดโอกาสในการศึกษาและการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับตัวเอง ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนตรงนี้อย่างเต็มที่ ให้คืนคนคุณภาพสู่สังคมและครอบครัวได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราตั้งเป้าประกาศให้เป็นพื้นที่จังหวัดสีขาว เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากยาเสพติด และตามแนวพระราชปณิธานของในหลวง ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานพระราชปณิธาน ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เราทำเรื่องนี้ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขอให้น้อมนำความสำเร็จของโครงการหลวง ด้วยความทุ่มเทและเสียสละของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการพลิกฟื้นพื้นที่ปลูกฝิ่นให้กลายเป็นปลูกพืชเมืองหนาว และสร้างช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านโครงการหลวง โดยทำร้านโกลเด้นเพลสมาเป็นแบบอย่างในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และไม่กลับไปหายาเสพติดอีก นี่เป็นแนวทางที่เราทุกคนจะทำอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ และบูรณาการร่วมกัน

Advertisement

เตือนภัย “มิจฉาชีพ” หลอกลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 26 พฤศจิกายน 2567 AOC 1441 เตือนภัย “มิจฉาชีพ” หลอกลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ – ข่มขู่ ค้าบัญชีม้า สวมรอยเป็นตำรวจ ลวงเหยื่อ สูญเงินกว่า 10 ล้านบาท

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 18 – 24 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย

คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 7,250,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนเทรดหุ้นสกุลเงินต่างประเทศ ตนสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียด จากนั้นโอนเงินเพื่อทำการเทรดหุ้น ช่วงแรกได้กำไรและสามารถถอนเงินได้ ต่อมามีการดึงเข้า Group Lineและให้ลงทุนเทรดหุ้นเพิ่มแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องเสียค่าภาษี และค่าประกันบัญชีรับเงิน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

คดีที่ 2 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,417,910 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาชักชวนลงทุนหารายได้พิเศษอ้างผลตอบแทนดีผ่านช่องทาง Facebook จึงทักไปสอบถามรายละเอียด มิจฉาชีพแจ้งว่าเป็นการส่งเสริมการขายสินค้าโดยได้รับค่าคอมมิชชันตอบแทน จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line แนะนำขั้นตอนการทำงานและดึงเข้า Group Line โดยให้เริ่มลงทุนโอนเงินเข้าไปในระบบก่อนในระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ต่อมาภายหลังเริ่มให้ลงทุนมากขึ้นจนตนไม่ไหว จึงต้องการขอยกเลิกภารกิจและถอนเงินคืน มิจฉาชีพแจ้งว่าให้ชำระค่าภาษีและค่าปรับเนื่องจากทำผิดกฎบริษัท ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก

คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,350,000 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาอาหารเสริมผ่านช่องทาง Facebook ตนสนใจจึงจึงทักไปสอบถามรายละเอียดและเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่ามีสินค้าให้ทดลองทานฟรี แต่มีกิจกรรมให้ทำเป็นการโพรโมตแพลตฟอร์มมีค่าคอมมิชชัน แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงิน เป็นค่าโพรโมต ช่วงแรกตนได้รับเงินค่าคอมมิชชันจริง จากนั้นตนโอนเงินเพิ่มแต่ไม่ได้รับเงินคืน มิจฉาชีพแจ้งว่าตนทำรายการผิดพลาด ต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อให้ทางระบบเปิด ให้ทำการแก้ไข ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

คดีที่ 4 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 336,390 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าตนทำการขายบัญชีม้า โดยให้บุคคลอื่นทำการเปิดบัญชีเป็นความผิดกฎหมายอาญา แจ้งขอตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชี หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินไป หลังจากโอนเงินไปมิจฉาชีพติดต่อมาอีกครั้งให้ผู้เสียหาย นำทรัพย์สินไปจำนำเพื่อโอนเงินไปตรวจสอบเพิ่ม และให้ตนเดินทางไปสถานีตำรวจหนองจอกเพื่อพบเจ้าหน้าที่สอบสวน ตนเดินทางไปสถานีตำรวจแต่ไม่พบเจ้าหน้าที่ตามที่มิจฉาชีพแจ้ง ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

และคดีที่ 5  หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 251,232บาท โดยผู้เสียหายได้พบโฆษณาบริษัทจัดหางานไปทำงานต่างประเทศผ่านช่องทาง TikTok ตนสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ทักไปสอบถามรายละเอียด มิจฉาชีพให้โอนเงินโดยอ้างว่า เป็นค่าดำเนินการจองโควตาและค่าตรวจสอบยอดเงินในบัญชี ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินไป จากนั้นตนรู้สึกผิดปกติจึงนำชื่อบริษัทจัดหางานไปตรวจสอบ จึงทราบว่าบริษัทถูกนำชื่อ ไปแอบอ้าง ตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 10,605,532 บาท

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้

1.สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,237,065 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,188 สาย

2.ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 393,733 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,138 บัญชี

3.ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 116,950 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 29.70 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 96,250 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.45 (3) หลอกลวงลงทุน  59,631 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.15 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 33,650 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.55  (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 30,684 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.78 (และคดีอื่นๆ 56,568 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.37)

“จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการหลอกให้ลงทุนเพื่อหารายได้พิเศษ การโพรโมตสินค้า หรือพบโฆษณาหลอกลวงเชิญชวนเทรดหุ้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook ,Line และ TikTok ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการร่วมลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ และความปลอดภัย ต่อการถูกหลอกลวง ดังนั้นขอให้สอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนให้ข้อมูลส่วนบุคคล และทำการเพิ่มเพื่อนหรือดำเนินการใดๆ ในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ และการถูกข่มขู่จากมิจฉาชีพอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ควรติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441

แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)

|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.comฃ

Advertisement

 

รัฐบาล รณรงค์หยุดความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในครอบครัว ใช้ความรัก เห็นใจ เอื้ออาทร อยู่ด้วยกันด้วยรอยยิ้ม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 25 พฤศจิกายน 2567 ทำเนียบ – รัฐบาล รณรงค์หยุดความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในครอบครัว มุ่งหวังคนในครอบครัวใช้ความรัก ความเห็นใจความเอื้ออาทร อยู่ด้วยกันด้วยรอยยิ้มอย่างสุขใจ

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ประจำปี 2567 เพราะสถาบันครอบครัว คือ หน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะครอบครัวอบอุ่นคือเกราะป้องกันให้กับทุกคน ที่จะสร้างความเข้มแข็ง ความรู้สึกปลอดภัย และ ความรู้สึกมั่นคง ทำให้เมื่อเราเจอปัญหา ก็พร้อมจะลุกขึ้นใหม่ และเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งในปัจจุบันความรุนแรงในครอบครัวมีทั้งรูปแบบทางกายและทางใจ มีสาเหตุสำคัญมาจากค่านิยมในสังคมที่มองว่า ความรุนแรง เป็นเรื่องของคนในครอบครัวไม่ใช่เรื่องของคนในสังคม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสังคมมีส่วนสำคัญมากในการลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 มีมติเห็นชอบให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปีเป็น “เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี”

โดยในปี 2567 นี้ รัฐบาลกำหนดจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ภายใต้แนวคิด “สร้างสุขปลอดภัย ไร้ความรุนแรง” (ACT NOW to end Violence against Women and Girls) มุ่งหวังให้ทุกคนเข้าใจความรุนแรงในครอบครัว พร้อมใช้ความรัก ความเห็นใจ ความเอื้ออาทร และใช้ความรู้ในสิทธิทางกฎหมาย เพื่อปกป้องคุ้มครองทั้งตัวเอง สมาชิกในครอบครัว และคนในสังคมที่กำลังประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

ท้้งนี้นายกรัฐมนตรีขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงประชาชนทุกคน มาร่วมแสดงพลัง ในการยุติความรุนแรงทุกรูปแบบด้วยการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว เพื่อให้ทุกคนในสังคมดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข และหากประชาชนที่กำลังประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวสามารถขอความช่วยเหลือหรือหากพบเห็นการใช้ความรุนแรงต่อคนในครอบครัวทุกรูปแบบ ขออย่าเพิกเฉย ติดต่อสายด่วน 1300 หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อร่วมกันยุติความรุนแรงในครอบครัวทุกรูปแบบ

Advertisement

ข่าวดี!! สำนักงานประกันสังคมเพิ่มสิทธิผู้ประกันตน ม.33 ม.39

 

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 25 พฤศจิกายน 2567 “คารม” เผย สำนักงานประกันสังคมเพิ่มสิทธิผู้ประกันตน ม.33 ม.39

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมสุขภาพอย่างคลอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงาน เพื่อให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม  สำนักงานประกันสังคมได้ให้สิทธิประโยชน์  ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ในระบบประกันสังคมที่ป่วย ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ การให้บริการตรวจสุขภาพเชิงรุกบริการ สิทธิการตรวจสุขภาพ 14 รายการ  ดังนี้

ตรวจร่างการตามระบบ

1) การคัดกรองทางการได้ยิน Finger Rub Test

2) การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข

3) การตรวจตาโดยความดูแลของจักษุแพทย์

4) การตรวจสายตาด้วย Snellen Eye Chart

ตรวจทางห้องปฏิบัติการ

1) ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CBC

2) ปัสสาวะ UA

การตรวจสารเคมีในเลือด

1) น้ำตาลในเลือด FBS

2) การทำงานของไต Cr

3) ไขมันในเส้นเลือด Total & HEL Cholesterol

การตรวจอื่นๆ

1) เชื้อไว้รัสตับอักเสบ HBsAg

2) มะเร็งปากมดลูกวิธี Pap Smear

3)มะเร็งปากมดลูกวิธี Via

4) เลือดในอุจจาระ FOBT

5)Chest X-ray

ผ่านสถานที่ให้บริการผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด ได้แก่ โรงพยาบาลตามสิทธิการรักษา 237 แห่งโรงพยาบาล เครือข่าย 469 แห่ง และ โรงพยาบาล MOU 43 แห่ง

พร้อมทั้งได้มอบสิทธิแก่ผู้ ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ในระบบประกันสังคมที่ป่วย สามารถล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องล้างไตอัตโนมัติ (Automated Peritoneal Dialysis : APD) ให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติแม้เวลากลางคืนขณะหลับ ได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้

1.ค่าวางท่อสำหรับการล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องล้างไตอัตโนมัติโดยจ่ายค่าวางท่อ รับส่งน้ำยาเข้า-ออกช่องท้อง พร้อมอุปกรณ์ให้แก่ผู้ประกันตนหรือสถานพยาบาลไม่เกิน 20,000 บาท/ราย/2 ปี

2.ค่าบริการสำหรับบริการทำ APD โดยจะจ่ายค่าบริการทางการแพทย์จากการบำบัดทดแทนไต กรณีการล้างช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติแก่สถานพยาบาลที่ให้การรักษา ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการล้างช่องท้องด้วยเครื่องล้างไตอัตโนมัติโดยผู้ประกันตนไม่ต้องสำรองจ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 32,700 บาท/เดือน ครอบคลุมค่าตรวจรักษา ค่าเครื่องล้างไตอัตโนมัติค่าน้ำยาและอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วม พร้อมมีเจ้าหน้าที่สถานพยาบาลไปติดตั้งที่บ้าน ผู้ป่วยเพื่อให้พร้อมใช้งาน ค่าซ่อมหรือเปลี่ยนเครื่องเมื่อมีปัญหา ค่าสอนผู้ป่วยและญาติโดยพยาบาล รวมถึงมีบริการ Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

“สนธิ” บอกคดี ​”หมอบุญ” เหมือนแชร์ลูกโซ่​

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 24 พฤศจิกายน 2567 “สนธิ” บอกคดี ​”หมอบุญ” เหมือนแชร์ลูกโซ่​ เปรียบ​ “บอสพอล-บอสบุญ” แนะจัดการโบรกเกอร์ฐานแนะนำนักลงทุน​ ชี้คดี “ทนายตั้ม” ประกาศสู้สุดฤทธิ์ในคดีฉ้อโกง ​เพราะเหลือแค่ทางเดียว แต่มั่นใจในหลักฐาน รอพิสูจน์ความจริง

นายสนธิ​ ลิ้มทองกุล​ ผู้ก่อตั้งสื่อเครือผู้จัดการและเจ้าของรายการสนธิทอล์ค กล่าวถึงกรณี​นายแพทย์บุญ วนาสิน หรือหมอบุญ ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลธนบุรี​ ถูกออกหมายจับข้อหาฉ้อโกง สมคบกันฟอกเงิน ​มีผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้นว่า กรณีนี้เป็นแชร์ลูกโซ่อีกแบบหนึ่ง จากบอสพอลมาเป็นบอสบุญ คนที่สมควรโดนมากที่สุดคือโบรกเกอร์ เพราะต้องการค่าคอมมิชชั่น ตามโปรเจกต์ของหมอบุญซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่เลื่อนลอย ฝันเฟื่อง เป็นปราสาททรายอยู่ในทะเล เอาไปขายประชาชน โดยคนถือหุ้นที่ซื้อเพราะเป็นหมอบุญ โดยไม่ได้ศึกษาว่าไม่ได้ต่างจากคนที่ฉ้อโกงหลอกลวงคน

ทั้งนี้ ปัญหาใหญ่ที่ต้องดูคือการใช้ภรรยาตัวเอง ลูกสาวตัวเอง​ อดีตลูกสะใภ้ เซ็นเอกสาร โดยหมอบุญเซ็นอยู่คนเดียว ตนจะขอแนะนำตำรวจว่าถ้าจะเล่นกลุ่มแรกคือกลุ่มโบรกเกอร์ เพราะเหมือนเป็นแม่ข่าย ถ้าไม่มีโบรกเกอร์ คนที่จะมาลงทุนได้อย่างไร มีการนำเสนอโครงการว่าดีและมีการให้ดอกเบี้ย หมอบุญให้ 10% ดังนั้น กรณีนี้อย่าไปดูลึกซึ้ง เพราะมันคือขบวนการแชร์ลูกโซ่ที่ทำโดยหมอ และคนที่ถูกหลอกโดยส่วนใหญ่ก็คือหมอทั้งนั้น แต่ไม่ทราบว่ามีถึงขั้นเจ้าสัวหรือไม่

ส่วนที่หมอบุญออกมายอมรับว่าทำผิด นายสนธิ มองว่า​ เพราะไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่อยู่ในประเทศจีน จึงไม่ได้สนใจใครทั้งสิ้น​ ส่วนหมอบุญจะกลับจากจีนหรือไม่ตนไม่รู้ ตอบไม่ได้

“หมอบุญ อายุ 86 ปี จบแพทย์มหิดล ไปเรียนต่างประเทศ โรงเรียนแพทย์อันดบ 1 ของอเมริกา ทำไมถึงมีความคิดแบบนี้ได้ และขอให้อย่าลืมวีรกรรมหมอบุญตั้งแต่สมัยวัคซีน ปั่นข่าวเพื่อให้หุ้นตัวเองขึ้น​ บอกว่าเป็นเอเย่นต์วัคซีนไฟเซอร์ พอคนหลงไปซื้อ หุ้นโรงพยาบาลขึ้นเอาขึ้นเอา ก็บอกว่าตกลงกันไม่ได้ ถ้าต้องโทษก็ต้องโทษหน่วยงานรัฐที่ไม่จริงใจ สรุปง่ายๆ วันนี้ประเทศไทยจะจบหมอมหิดล จบเฉพาะทาง หรือจะเป็นอย่างทนายตั้ม คนถ้ามันจะเลวแล้วมันไม่มีแบ่งชั้นวรรณะ ไม่มีแบ่งวุฒิภาวะ สันดานจะเลวก็เลวทุกคน” นายสนธิ ​กล่าว

เมื่อถามถึงกณีนายษิทรา​ เบี้ยบังเกิด​ หรือ ทนายตั้ม​ ยืนยันจะสู้สุดฤทธิ์ในคดีฉ้อโกง​ นายสนธิมองว่าเป็นทางเดียวที่จะต้องสู้ แต่จะสู้ได้มากน้อยแค่ไหนตนมั่นใจในหลักฐานที่ตำรวจเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว จะสู้ได้มากน้อยแค่ไหนต้องจับตาดูที่อัยการและศาล​ และดูว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนมั่นใจ ตนจึงมีหน้าที่อย่างเดียวที่จะทำความจริงให้ปรากฏ ทนายตั้มต้องรอพิสูจน์ความจริง

ส่วนหลังจากนี้จะ​มีการเปิดเผยข้อมูลใครอีกหรือไม่ นายสนธิ​ กล่าวว่า​ ยังไม่รู้ ยอมรับว่ามีข้อมูลเยอะ แต่ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็จะไม่พูด

Advertisement

Verified by ExactMetrics