วันที่ 5 เมษายน 2025

รมว.ดีอี พอใจ ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ความเสียหายลดลง 40%

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 23 พฤศจิกายน 2567 นครราชสีมา – “ประเสริฐ” ระบุพอใจปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ความเสียหายลดลงร้อยละ 40 เตรียมชงมาตรการปราบเพิ่ม โชว์เป็นผลงานรัฐบาล พร้อมเร่งออกพระราชกำหนดปรับกฎหมายให้บริษัทโทรคมนาคม ธนาคารพาณิชย์ร่วมรับผิดชอบ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงการแถลงผลงานของรัฐบาลในส่วนงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมว่าขณะนี้กระทรวงกำลังรวบรวมข้อมูลในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยการดำเนินงานที่ผ่านมาซึ่งได้ทำร่วมกับหน่วยงานอื่นโดยภาพที่ออกมามีความพอใจในระดับหนึ่งเพราะว่าค่าความเสียหายลดลงถึงร้อยละ 40 โดยเงินที่เสียหายลดลงอย่างมีนัยยะแต่ ไม่ใช่ตัวเลขที่พึงพอใจเพราะจะพึงพอใจก็ต่อเมื่อไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นแต่การดำเนินการหนึ่งปีที่ผ่านมาถือว่าลดลงร้อยละ 40 ซึ่งเป็นตัวเลข ที่เห็นว่าการปราบปราม มีความก้าวหน้าในการปราบปราม

ส่วนการดำเนินงานปราบปรามในรูปแบบใหม่นั้นนายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายโดยเฉพาะพระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามเพิ่มเติมเป็นพระราชกำหนดและกระทรวงดิจิทัลฯ กำลังจะออกแอปพลิเคชันดิเฟน ที่เตือนประชาชนเบอร์โทรศัพท์ที่โทรเข้ามาเบอร์ไหนเป็นมิจฉาชีพโดยมีการเตรียมเครื่องหมาย เครื่องมือไว้ ขณะที่มาตรการต่างๆที่ได้ดำเนินการมาก่อนก็ได้ออกดอกออกผลมีการล้างข้อมูลโดยข้อมูลที่น่าสงสัยได้มีการล้าง แล้วเริ่มต้นใหม่ส่วน SMS ที่มีลิงก์แนบมา และน่าสงสัย ต้องลงทะเบียนใหม่ทั้งหมดโดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคมซึ่งจะทำให้มิจฉาชีพมีช่องทางในการฉ้อโกงประชาชนยากมากยิ่งขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากทุกเครือข่ายโทรศัพท์ ขณะที่กฎหมายที่กระทรวงแก้ไขนั้นได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาลคือการมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบของบริษัทโทรคมนาคม ธนาคารพาณิชย์ ในกรณีที่เกิดความเสียหายซึ่งจะออกเป็นพระราชกำหนดขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังตรวจดูรายละเอียด ขณะเดียวกันมีการเพิ่มโทษเยียวยาและการคืนเงินรวมถึงเงินคริปโต เงินดิจิทัล ซึ่งมีการเพิ่มเติมโทษเข้าไปในการแก้ไขกฎหมาย โดยจะนำเสนอเข้าสู่สภาในสมัยหน้าเพราะเป็นกฎหมายสำคัญ

Advertisement

กระทรวง พม.เตรียมขอ ครม. งบปี 69 เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 23 พฤศจิกายน 2567 “วราวุธ“ เผย พม.เตรียมขอ ครม. งบฯ 69 เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า 600 บาท

วันที่ 23 พ.ย.67 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมยุษย์ (รมว.พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า ว่า ขณะนี้ทางกระทรวง พม. โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้ส่งเรื่องมายังสำนักงานรัฐมนตรี ซึ่งตนจะเซ็นและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อทำงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2569 โดยจะเสนอในลักษณะถ้วนหน้า คนละ 600 บาท โดยขั้นตอนจะต้องขอความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกจำนวนไม่มาก เพราะว่าอัตราเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยลดน้อยลงทุกวัน จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลเด็กจำนวนน้อยให้มีคุณภาพ โดยกระทรวง พม. จะเสนอเรื่องเข้าไปให้พิจารณา แต่จะผ่านความเห็นชอบหรือไม่ เราไม่สามารถให้คำตอบได้ แต่เราจะเสนอเข้าไปให้ทันปีงบฯ 2569 ซึ่งเงินที่เพิ่มขึ้นประมาณ 6.7 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับหลายๆโครงการตนคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าจะดำเนินการ ปัจจุบันเรามีเด็กที่ได้เงิน 600 บาท ประมาณ 55% เราต้องการให้ได้แบบถ้วนหน้าโดยมีฐานของเด็กที่ได้รับเท่าเดิม ซึ่งกระทรวง พม. จะรีบดำเนินการและเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อไปโดยเร็วที่สุด

Advertisement

“จิราพร” รับลูกนายกฯ หารือ 6 หน่วยงาน จ่อตั้ง คกก.ป้องกันปัญหาธุรกิจหลอกลวง-แชร์ลูกโซ่

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 21 พฤศจิกายน 2567 “จิราพร” รับลูกนายกฯ หารือ 6 หน่วยงาน จ่อตั้ง คกก.ป้องกันปัญหาธุรกิจหลอกลวง-แชร์ลูกโซ่

วันนี้ (21 พฤศจิกายน 2567) เวลา 17.00 น. นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาการทำธุรกิจหลอกลวงประชาชน ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 6 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าร่วมในการหารือ

นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า รัฐบาลซึ่งนำโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยและให้ความสำคัญกับปัญหาการทำธุรกิจที่หลอกลวงประชาชน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสร้างความเสียหายต่อพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขและหาแนวทางป้องกันในระยะยาวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการหลอกลวงขึ้นอีก

นางสาวจิราพร กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ตนจึงได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือเพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการป้องกันในระยะยาวไม่ให้เกิดการทำธุรกิจหลอกลวงประชาชน โดยเฉพาะในลักษณะของแชร์ลูกโซ่หรือในลักษณะอื่นๆ โดยที่ประชุมเห็นควรให้มีการตั้ง ‘คณะกรรมการ’ หรือ ‘คณะทำงาน’ ขึ้นมาเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการป้องกันเชิงรุกตัดวงจรธุรกิจหลอกลวงประชาชน ไม่ให้ขยายผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งตนมอบ สคบ. ศึกษารูปแบบของการตั้งคณะกรรมการในอดีตเพื่อเป็นแนวทางในการแต่งตั้งที่เหมาะสมกับการทำงานต่อไป นอกจากนี้ ตนยังได้มอบหมายให้สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เป็นหน่วยงานกลางในการศึกษาและปรับปรุงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เข้ากับบริบทปัจจุบันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

Advertisement

สำนักงานสลากฯ พร้อมทำการออกรางวัลสัญจร จ.เชียงใหม่ งวด 1 ธันวาคม 2567 นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 19 พฤศจิกายน 2567 การออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลหกหลัก และสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก ในงวดวันที่ 1 ธันวาคม 2567 นี้ สำนักงานสลากฯ จะเดินทางไปออกรางวัลสลากสัญจร ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

19 พฤศจิกายน 2567 พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) เปิดเผยว่า การออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลหกหลัก และสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก ในงวดวันที่ 1 ธันวาคม 2567 นี้ สำนักงานสลากฯ จะเดินทางไปออกรางวัลสลากสัญจร ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดได้เห็นความโปร่งใสของกระบวนการและวิธีการในการออกรางวัล ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้ในการออกรางวัลด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มความรู้ความเข้าใจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนผู้ซื้อสลาก จะได้ไม่หลงเชื่อข่าวลือเรื่องเลขเด็ดจากกลุ่มมิจฉาชีพที่ทำการหลอกลวงต้มตุ๋น ผ่านทางสังคมออนไลน์ และการส่งจดหมายแอบอ้างว่าสามารถให้ตัวเลขที่จะออกรางวัลได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินได้

สำหรับการออกรางวัลครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นประธานกรรมการออกรางวัล รวมทั้งข้าราชการระดับสูง ผู้แทนภาคประชาชนและผู้แทนสื่อมวลชนในพื้นที่ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการออกรางวัล และในโอกาสนี้ ได้เปิดโอกาสให้ข้าราชการหรือบุคลากรของจังหวัดร่วมทำหน้าที่หมุนวงล้อสลับกับพนักงานหมุนวงล้อของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอีกด้วย

ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าชมการออกรางวัลได้ด้วยตนเองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมนำบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรที่ทางราชการออกให้แสดงในวันดังกล่าว นอกจากนี้ยังสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ สถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ตั้งแต่เวลา 13.50 น. เป็นต้นไป, สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ช่องทาง LINE TODAY, เว็บไซต์สำนักงานสลากฯ www.glo.or.th, แอปพลิเคชันของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล “GLO Lottery official” รวมทั้งการถ่ายทอดเสียงผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป

ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการเดินทางมาออกรางวัลสลากสัญจรแล้ว สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้จัดกิจกรรมการช่วยเหลือสังคม (CSR) ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 โดยจัดกิจกรรมจัดเลี้ยงอาหารและมอบของใช้จำเป็นที่โรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารและภารกิจที่น่าสนใจของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ที่  www.glo.or.th, เฟซบุ๊กแฟนเพจ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, Line Official และแอปพลิเคชัน GLO Lottery

Advertisement

รัฐบาลเร่งพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘DE-fence platform’ คัดกรองสายเรียกเข้า-SMS

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 18 พฤศจิกายน 2567 รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เร่งพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘DE-fence platform’ แพลตฟอร์มกันลวง ช่วยคัดกรองสายเรียกเข้า-SMS คาดพร้อมใช้ต้นปี 68 หวังแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหา อาชญากรรมออนไลน์มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงดีอีร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม เร่งรัดการป้องกันและปราบปรามการก่ออาชญาการรมทางเทคโนโลยี ผ่านโครงการ ‘DE-fence platform’ หรือ แพลตฟอร์มกันลวง ป้องกันการโทรหลอกลวง และ SMS หลอกลวง ช่วยคัดกรองสายเรียกเข้า และข้อความสั้น รวมถึงช่วยยืนยันเบอร์จากหน่วยงานสำคัญ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) จะเร่งพัฒนาให้พร้อมใช้ในต้นปี 2568

นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่า มาตรการนี้เป็นการป้องกัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้การโทร และการส่ง SMS หลอกลวงประชาชน ควบคู่กับมาตรการลงทะเบียนผู้ให้บริการส่ง SMS ใหม่ทั้งระบบ ภายในปี 2567 ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนทุก ๆ ปี เพื่อให้สามารถระบุว่าผู้ให้บริการ และผู้ส่ง SMS คือใคร รวมทั้งการลงทะเบียนการส่ง SMS แนบลิงก์ จะต้องระบุรายละเอียดของข้อความ และลิงก์ เพื่อให้ผู้ให้บริการเครือข่าย ตรวจสอบลิงก์ ก่อนที่จะส่ง SMS ไปยังผู้ใช้บริการ

DE-fence platform สามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการโทรคมนาคม เพื่อให้ได้ข้อมูลเลขหมายที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด รวมถึงเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ ตร. สำนักงาน ปปง. ศูนย์ AOC 1441 และกระทรวงดีอี เพื่อใช้ในการเตือนประชาชนให้ทราบข้อมูลของผู้โทรเข้าว่าเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ความเสี่ยงของเบอร์โทรอยู่ระดับใด ก่อนรับสายหรืออ่านข้อความ SMS รวมถึงสามารถตรวจหาความผิดปกติของ Link ที่แนบมากับ SMS ได้ นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งความออนไลน์ และแจ้งอายัดบัญชีคนร้ายผ่าน AOC 1441 พร้อมระบบการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เพื่อส่งข้อมูลให้กับตำรวจอีกด้วย

DE-fence platform ใช้หลักการในการแบ่งสายโทรเข้า รวมถึง SMS ที่ได้รับ เป็น 3 กลุ่มสี คือ

1)Blacklist ซึ่งเป็นหมายเลขการติดต่อจากคนร้ายที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และแนะนำให้ผู้ใช้บริการเลือก Block หรือปิดกั้นแบบอัตโนมัติ

2)Greylist เป็นการติดต่อจากหมายเลขที่ต้องสงสัย ซึ่งติดต่อจากต่างประเทศ หรือติดต่อจากอินเตอร์เน็ต โดยระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ใช้บริการได้รู้ถึงระดับความเสี่ยงของสายโทรเข้า หรือ SMS ดังกล่าว

3)Whitelist หรือ สีขาว เป็นหมายเลขที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นหมายเลขของหน่วยงานรัฐ หรือหมายเลขหน่วยงานที่ลงทะเบียนถูกต้อง รวมถึงเป็นหมายเลขที่ผู้ใช้บริการ platform ยืนยันว่าเป็นหมายเลขที่ต้องการรับสาย หรือ ยินยอมรับข้อความ

สำหรับการพัฒนา DE-fence platform ระยะแรกจะเน้นที่เบอร์โทรและ SMS ก่อน โดยเฉพาะ Whitelist ที่เป็นของหน่วยงานรัฐ ที่คนร้ายชอบใช้ และในระยะต่อไปจะขยาย Whitelist ให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมทั้งขยายการป้องกันและแจ้งเตือนสำหรับการติดต่อทางโซเชียลมีเดีย ถือเป็นมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลที่มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้เห็นผล

Advertisement

เร่งค้นหาเด็กนอกระบบ เน้นมาตรการ Learn to Earn

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 12 พฤศจิกายน 2567 “ประเสริฐ” เผยเร่งค้นหาเด็กนอกระบบ ดึงผู้ว่า 77 จังหวัดเป็นแม่ทัพ ระดมทุกหน่วยในพื้นที่ ทั้งอำเภอ ตำบล ค้นหา ช่วยเหลือ ทุกมิติปัญหา เน้นมาตรการ Learn to Earn ของรัฐบาลพาเด็กกลับสู่เส้นทางการศึกษายืดหยุ่นและมีรายได้ระหว่างเรียน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ บอร์ด คกศ. (Thailand Zero Dropout) โดยมี ดร. ณหทัย ทิวไผ่งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการ เข้าร่วมประชุมด้วย ผลการประชุมครั้งแรก ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่และอำนาจในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาของชาติ ซึ่งจะเป็นการดำเนินงานตามนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล นำโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยเร่งส่งเสริมผลักดันให้เกิดการพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างเต็มกำลังและความสามารถ ให้เป็นไปตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล 9 ข้อ ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 และการสร้างการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) โดยทำงานในเชิงระบบ เพื่อความยั่งยืนและต่อเนื่อง แก้ปัญหาใน 4 ประเด็น ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567

รองนายกรัฐมนตรีฯ และประธานคณะกรรมการ TZD กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้มีมติ ผลักดัน 4 ประเด็นเร่งด่วน เพื่อยกระดับการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั้ง 1.02 ล้านคน ดังนี้

1.ปลดล็อกการเชื่อมโยงข้อมูลเด็กเยาวชนรายบุคคลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การค้นหาและส่งต่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยสนับสนุนการพาเด็กเยาวชนเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาทักษะการมีงานทำให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วมากขึ้น โดยที่ประชุมบอร์ด คกศ. ได้เห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ เพื่อเร่งติดตามสถานการณ์ข้อมูลรายบุคคลของเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาในปีการศึกษา 2/2567 และบูรณาการการทำงานด้านข้อมูลร่วมกับหน่วยงานหลักต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการบูรณาการงบประมาณจากระบบสวัสดิการจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สปสช. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกเหนือจากงบประมาณที่รัฐบาลได้จัดสรรให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

2.กระตุ้นการทำงานระดับจังหวัดและพื้นที่เพื่อเริ่มต้นมาตรการติดตาม ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นรายคน ทั้งด้านการศึกษา สุขภาวะ พัฒนาการ สภาพความเป็นอยู่ และสภาพสังคม โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ผ่านคณะกรรมการ 77 จังหวัด รวมทั้งระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ซึ่งหลังจากนี้จะมีหนังสือสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ระดับจังหวัด ทั้ง 77 จังหวัด ต่อไป

3.ตั้งคณะอนุกรรมการจัดการศึกษาและเรียนรู้แบบยืดหยุ่น และส่งเสริมการสร้างรายได้ของเด็กและเยาวชน เพื่อเร่งผลักดัน การจัดการศึกษาและเรียนรู้แบบยืดหยุ่นและมีคุณภาพให้เหมาะสมกับศักยภาพของเด็กและเยาวชนแต่ละราย เน้นส่งเสริมการจัดการศึกษาหรือเรียนรู้ควบคู่กับการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชน เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและให้มีรายได้เสริมในระหว่างการศึกษา โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ กสศ. และสถาบันพัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นฝ่ายเลขาของคณะอนุกรรมการชุดนี้

4.กระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ ภาคเอกชน ด้วยมาตรการหรือกลไกทางภาษี เพื่อส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาหรือเรียนรู้ควบคู่กับการทำงาน (Learn to Earn) สำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อพัฒนาทักษะการทำงานที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ศักยภาพของเด็ก และให้มีรายได้เสริมระหว่างการศึกษา โดยทางกระทรวงการคลัง สภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ กสศ. เป็นแกนหลักของเรื่องนี้

รองนายกรัฐมนตรีฯ และประธานคณะกรรมการ TZD กล่าวว่า ในที่ประชุม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ยังได้รายงานผลการเชื่อมโยงข้อมูลปีการศึกษา 1/2567 เฉพาะสังกัด สพฐ. และ อปท. พบว่า มีนักเรียนจากฐานข้อมูลจำนวน 1.02 ล้านคน เข้าเรียนในระบบการศึกษาแล้ว ทั้งสิ้น 139,690 คน คิดเป็นร้อยละ 13.6 ของจำนวนเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษา และในจำนวนการกลับเข้าสู่ระบบดังกล่าว มีจำนวน 22,541 คน ที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (ทุนเสมอภาค) ของ กสศ. ในการบรรเทาอุปสรรคการมาเรียน เพื่อเป็นการป้องกันการหลุดจากระบบการศึกษาซ้ำ

“ในจำนวนที่เข้ามาเรียนนี้ ส่วนใหญ่เป็น เด็กชั้นอนุบาล และป.1 ที่เข้าเรียนช้า ซึ่งในอนาคต เราพยายาม สร้างความรู้ความเข้าใจ ส่งเสริมให้ครัวเรือนยากจนที่ขาดความพร้อม ทั้งไม่มีเวลา ไม่มีผู้ดูแล ส่งลูกหลานให้ได้รับการดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน หรือโรงเรียน ให้เร็วที่สุด เพราะ เป็นโอกาสได้รับการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย รวมถึงได้รับการคุ้มครองดูแลอีกด้วย” นายประเสริฐ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมงานประเพณีลอยกระทง 15 พฤศจิกายน 2567

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 11 พฤศจิกายน 2567 รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมงานประเพณีลอยกระทง 15 พฤศจิกายน 2567 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทงวิถีไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” สืบสานคุณค่าสาระวัฒนธรรมไทย ผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ สู่ World Event ชู 5 เมืองอัตลักษณ์ 8 เมืองน่าเที่ยว

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล เชิญชวนประชาชนร่วมงานประเพณีลอยกระทง ร่วมกันสืบสาน รักษา ประเพณีลอยกระทงให้คงคุณค่าความเป็นไทย ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประเพณีลอยกระทงอันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้เป็น Soft Power เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ผลักดันประเพณีลอยกระทงให้เป็น World Event เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก และขอให้พี่น้องชาวไทย ร่วมงานประเพณีลอยกระทงอย่างมีความสุข สนุกสนานรื่นเริง เป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับชาวต่างชาติ ที่มาร่วมงานลอยกระทง ให้เกิดความประทับใจในประเพณีไทย และเห็นคุณค่าที่แท้จริงของประเพณีไทยที่มีการสืบสานมาอย่างยาวนาน

สำหรับกิจกรรมรณรงค์แนวทางและมาตรการการจัดงานประเพณีลอยกระทงปีนี้ รัฐบาล โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ภายใต้แนวคิด “ ลอยกระทง วิถีไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อมใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านลอยกระทง วิถีไทย 2.ด้านความปลอดภัย และ 3.ด้านใส่ใจสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานประเพณีลอยกระทง ในวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ในส่วนภูมิภาค กระทรวงวัฒนธรรม จัดงานในพื้นที่ 5 เมืองอัตลักษณ์ ได้แก่ เชียงใหม่, สุโขทัย, ตาก, สมุทรสงคราม, ร้อยเอ็ด และพื้นที่ 8 เมืองน่าเที่ยว ได้แก่ กาญจนบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ลำปาง, นครราชสีมา, ขอนแก่น, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ภูเก็ต และทุกจังหวัดทั่วประเทศ

“รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญ และเร่งขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านการยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่วัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Culture) พร้อมส่งเสริม Soft Power และภูมิปัญญาพื้นบ้าน (Local Wisdom) พร้อมผลักดันการส่งเสริมคุณค่าเทศกาลประเพณีของชาติ และเทศกาลอื่น ๆ ด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะประเพณีลอยกระทงให้ยกระดับสู่งานเฟสติวัลระดับโลก หรือ World Event เพื่อเป็นหนึ่งในหมุดหมายด้านการท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ รวมทั้งเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศพร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชน การจัดงานประเพณีลอยกระทงให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลมากยิ่งขึ้น ทั้งเพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทย ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เพื่อให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ และสัมผัสกับมนต์เสน่ห์อันน่าประทับใจของวิถีชุมชนริมสายน้ำ ที่เป็นบ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมอันหลากหลาย สะท้อนถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างแท้จริง” นายคารม กล่าว

Advertisement

โฆษก มท. เผย “อนุทิน” ปลื้มผลงาน”ศูนย์ดำรงธรรม” ปี 67 ยุติเรื่องได้ถึง 99.43%

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 7 พฤศจิกายน 2567 “อนุทิน” ชื่นชมการทำงาน “ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย” หลังผลสำรวจนิด้าโพลเผยประชาชนให้ความเชื่อมั่นสูงสุดเป็นหน่วยงานช่วยเหลือเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม เผยผลงานปี 67 ยุติเรื่องได้ถึง 99.43%

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รมว.มหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตามที่ “นิด้าโพล” ได้จัดทำและเผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “ทนายความจิตอาสาจริง ๆ” ซึ่งเป็นการสำรวจความไว้วางใจของประชาชนต่อบุคคลหรือหน่วยงานในการขอความช่วยเหลือเมื่อไม่ได้ความยุติธรรมจากคดีความต่างๆ ซึ่งปรากฏว่า “ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย” เป็นหน่วยงานที่ได้รับคะแนนความไว้วางใจเป็นอันดับหนึ่งที่ 42.06% ซึ่งนับเป็นผลสะท้อนความมุ่งมั่นการทำงานหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่เน้นย้ำในเรื่องเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนกรณีประชาชนต้องการความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ ปัจจุบันศูนย์ดำรงธรรม เป็นส่วนงานที่ให้การสนับสนุนภารกิจการบริการประชาชนทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้เป็นกลไกในการสนับสนุนหลายนโยบายสำคัญของรัฐบาล อาทิ ปัญหาหนี้นอกระบบ การจัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพล การแก้ไขปัญหายาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) การแก้ไขปัญหาความยากจน

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ในปี 2567 ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย ได้ให้บริการประชาชน รวมจำนวนทั้งสิ้น 293,531 เรื่อง แบ่งเป็นเรื่องที่ดำเนินการจนได้ข้อยุติ จำนวน 291,841 เรื่อง คิดเป็น 99.43% และเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายของหลายหน่วยงาน จำนวน 1,690 เรื่อง คิดเป็น 0.57% นอกจากนี้ ได้มีการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย พบว่า ในปี 2567 ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย คิดเป็น 94.30%

“นายอนุทิน ชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกคนตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ลงมือทำงานหนักจนได้รับความไว้วางใจดังผลสะท้อนออกมาที่โพลซึ่งจัดทำโดยสถาบันที่น่าเชื่อถือ พร้อมมอบกำลังใจขอให้ทุกคนทำหน้าที่เร่งบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้ประชาชนทุกพื้นที่ของประเทศ” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย มีโครงสร้างการบริหารงาน 2 ระดับ ได้แก่ 1. ส่วนกลาง คือ ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย ศูนย์ดำรงธรรมกรม และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด และ 2. ส่วนภูมิภาค คือ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ รวมถึงศูนย์ดำรงธรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วนำข้อมูลที่ได้รับทำการวิเคราะห์ ติดตาม ประสาน และประเมินผลการทำงาน พร้อมทั้งรายงานความก้าวหน้าของเรื่องที่ได้รับแจ้งกับผู้แจ้งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่เป็นเรื่องเดือดร้อนเร่งด่วน จะมีชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วลงในการพื้นที่ ตามนโยบายทันโลก ทันสมัย ทันท่วงทีของนายอนุทิน

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งร้องเรียนร้องทุกได้ในหลายช่องทาง ทั้ง สายด่วน 1567 เว็บไซต์ https://damrongdham.moi.go.th/ ตลอดจนการเดินทางมารับบริการด้วยตนเอง (Walk in) ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอทั่วประเทศ

Advertisement

นายกฯ พบผู้แทนพิเศษยูเอ็น ย้ำสนับสนุนเต็มที่โครงการ Road Safety

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 4 พฤศจิกายน 2567 นายกฯ พบผู้แทนพิเศษยูเอ็น ด้านความปลอดภัยทางถนน ย้ำสนับสนุนเต็มที่โครงการ Road Safety พร้อมมีส่วนร่วมสร้างความตระหนักรู้ร่วมกับ UN เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางถนน

วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2567) เวลา 10.00 น. ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบหารือกับนายฌอง ท็อด (Mr. Jean Todt) ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติด้านความปลอดภัยทางถนน (UN Secretary General’s Special Envoy for Road Safety) และคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณสำหรับการสนับสนุนของสหประชาชาติ รวมทั้งย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกันในการเดินหน้าทำงานเพื่อสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น  ซึ่งผู้แทนพิเศษฯ ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและยินดีที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นต่าง ๆ ด้านความปลอดภัยทางถนนในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก รวมถึงเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองฝ่าย

นายกรัฐมนตรีและผู้แทนพิเศษเห็นพ้องถึงความสำคัญของความปลอดภัยทางท้องถนน (Road Safety) โดยเฉพาะการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ  ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมไปถึงองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของความปลอดภัยทางถนน จะช่วยยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนของไทย ซึ่งไทยพร้อมสนับสนุนสหประชาชาติเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางถนน

โอกาสนี้ ผู้แทนพิเศษฯ ยังได้กล่าวเชิญชวนนายกรัฐมนตรีร่วมแคมเปญโครงการ UN Global Campaign for Road safety ร่วมกับผู้มีชื่อเสียงอื่นๆ เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนนและสร้างถนนที่ปลอดภัย ครอบคลุม และยั่งยืนทั่วโลก ทั้งการคาดเข็มขัดนิรภัย การขับรถอย่างปลอดภัย การสวมหมวกนิรภัย การไม่ส่งข้อความขณะขับรถ และการไม่ขับรถขณะเมาสุรา เป็นต้น

นายกรัฐมนตรียังขอบคุณผู้แทนพิเศษ ฯ ที่นำหมวกกันน็อก จากโครงการ Road Safety ที่สนับสนุนโดย UN เพื่อลดอุบัติเหตุจากการใช้รถ  โดยมีต้นแบบการผลิตหมวกนิรภัยให้มีราคาที่ต่ำกว่า 20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 600 กว่าบาท และผลิตขึ้นตามมาตรฐาน UN มามอบให้นายกรัฐมนตรี ด้วย

Advertisement

ไทยติด TOP 8 ประเทศที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมมากที่สุดในโลก ปี 67

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 2 พฤศจิกายน 2567 รัฐบาลปลื้ม! ไทยติด TOP 8 ประเทศที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมมากที่สุดในโลก ปี 67 อันดับสูงสุดในประเทศแถบเอเชีย เดินหน้าขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม ผลักดันให้ติด 1 ใน 25 ประเทศที่มีอิทธิพลด้าน Soft Power มิติวัฒนธรรม

วันเสาร์  2  พฤศจิกายน 2567 เวลา  08.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  ผลสำเร็จการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ไทย ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งมั่นยกระดับศักยภาพของคนไทยและทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล สร้างความประทับใจให้คนทั่วโลก ส่งผลต่อการจัดอันดับในหัวข้อ “ประเทศที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมมากที่สุดในโลก” ประจำปี 2567 บนเว็บไซต์ U.S. News & World Report  ประเทศไทยติดอันดับที่ 8 จากทั้งหมด 89 ประเทศ ถือเป็นอันดับสูงสุดของประเทศแถบเอเชีย

นายจิรายุ กล่าวถึงหลักเกณฑ์พิจารณา จะพิจารณาจากคุณลักษณะของประเทศ 5 ประการ ประกอบด้วย มีวัฒนธรรมที่เข้าถึงได้ มีประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง มีอาหารที่ยอดเยี่ยม มีสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากมาย และมีสถานที่ท่องเที่ยวทางภูมิศาสตร์เป็นจำนวนมาก  ซึ่งจากรายละเอียดการจัดอันดับระบุว่า ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพและเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดในโลก ผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมกับบ้านเมืองที่ทันสมัย มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และทางธรรมชาติ หาดทรายและวัดวาอารามที่งดงาม และมีชื่อเสียงด้านการนวดแผนไทยและอาหารที่มีรสชาติยอดเยี่ยม

“สะท้อนให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเดินมาถูกทาง  นายก ฯ แพทองธาร เตรียมขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ในการสร้างรายได้ในประเทศเร่งเดินหน้าผลักดันประเทศไทยให้เป็น 1 ใน 25 ประเทศที่มีอิทธิพลด้าน Soft Power ในมิติวัฒนธรรม ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยววัฒนธรรมของไทย” นายจิรายุ ระบุ

Advertisement

Verified by ExactMetrics